個人檔案สพฺเพสงฺขารา สพฺพสญฺญา อ...相片部落格訪客留言 工具 說明

Thong-innet Panawat

Windows Media Player

第 1 張 / 共 31 張
ขอบคุณสำหรับการเข้าเยี่ยมชม!
請稍候...
很抱歉,您輸入的回應過長。請縮短您的回應。
您尚未輸入內容,請再試一次。
很抱歉,目前無法新增您的回應,請稍後再試。
若要新增回應,您的父母必須先給您權限。要求權限
您的家長已關閉回應功能。
很抱歉,目前無法刪除您的回應,請稍後再試。
您已超過每日回應上限次數,請於 24 小時後再試一次。
由於系統顯示您可能傳送垃圾郵件給其他使用者,因此您帳號中的回應功能已遭停用。 如果您認為自己帳號遭錯誤停用,請連絡 Windows Live 支援
請完成下列安全檢查,以完成回應。
您輸入的安全檢查字元必須與圖片或音訊中的字元相符。

สพฺเพสงฺขารา สพฺพสญฺญา อนตฺตา

ดับแล้วที่ที่จากมา ไม่พบที่ที่อยากไป...ดับแล้วผู้ที่จากไกล ไม่พบใครที่อยากเจอ
2008/9/3

การเมืองก็แค่การเมือง

วันนี้ความรักหรือเกลียดรัฐบาลไม่ใช่เรื่องใหญ่แล้วครับ
ถ้าพวกเรารักชาติเราต้องเอาประเทศของเราคืนมาจากแกนนำกลุ่มพันธมิตร
แล้วทำให้ประเทศกลับไปอยู่ในครรลองของกฏหมายให้ได้

แล้วจากนั้นถ้าจะเอาลุงหมักออกโดยวิธีใดๆ ที่ทำโดยระบบรัฐสภาก็ว่ากันให้เต็มที่
หรือภาคประชาชนจะล่ารายชื่อถอดถอนก็ว่ากันตามสะดวก

พอท่านออกไปด้วยระบบวิธีการทางรัฐสภาแล้ว..
คนที่รักท่านชอบท่าน "ไม่พอใจ" ..ก็ไปบอกเพื่อนผองญาติพี่น้องของตัวให้ช่วยเลือกท่านกลับมาใหม่
คนที่เกลียดท่าน "ไม่พอใจ ไม่อยากให้ท่านกลับมา" ก็ไปบอกเพื่อนผองญาติพี่น้องไม่ต้องไปเลือกท่าน

เรื่องแค่นี้ไม่ได้ยากเย็นอะไร เพราะแม้ทั้งสองฝ่ายจะอยู่ด้วยความ "ไม่พอใจ" แต่ก็ต่อสู้กันไปบนเวทีประชาธิปไตย

..ประชาธิปไตยก็ค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ สบายๆ อย่างนี้..


ถึงวันที่ท่านใดๆ อยู่ในตำแหน่ง แล้วท่านๆ นั้นทำไม่ดี พวกเราที่มีหลักฐานเราก็ไปเอาผิดท่าน
ท่านก็สู้มา สู้ได้ก็อยู่ สู้ไม่ได้ก็ไป ถ้าท่านโกงกระบวนการต่อสู้
เราก็อาศัยอำนาจจากปีกอื่นๆ ในระบบมาตรวจสอบคะคาน

ถ้าดูแล้วระบบมันไม่ดีพอที่จะเอาผิด เห็นว่าระบบมีช่องว่างให้แทรกแซงได้
ก็รวมคนที่มีความเห็นสอดคล้องกันมาลงรายชื่อขอให้เกิดการแก้ไข
แล้วก็ขอความเห็นประชาชน ..ประชาชนเห็นด้วยก็เอามาใช้..

ประชาธิปไตยก็จะ "ค่อยๆ เดินหน้าไปเรื่อยๆ".. ซึ่งแน่นอนว่ามันจะไม่รวดเร็ว อาจจะช้าๆ ด้วยซ้ำไป

แต่ว่า..ในระยะที่มีกำลังมีการเปลี่ยนแปลงข้างต้นนั้น
ชีวิตส่วนอื่นๆ ที่เป็นเรื่องปากท้อง ที่เป็นเรื่องการติดต่อกับต่างชาติ
หรือพวกการลงทุน หรือ "ส่วนอื่นๆ ที่สำคัญต่อชีวิตมากกว่าการต่อสู้ทางการเมือง"
ก็จะพัฒนาไปเรื่อยๆ ของมัน ..ไม่ต้องมาติดชะงักอย่างหาจุดจบไม่ได้อย่างทุกวันนี้

วันนี้ถ้าคนรุ่นพวกเราไม่ทันเห็นสิ่งข้างต้น ก็ปลูกฝังลูกหลานไว้ครับ
ให้เค้าได้เรียนรู้ข้อผิดพลาดของสมัยนี้
ต่อไปในสมัยเค้าก็จะได้ไม่ทำในสิ่งทำให้ประเทศบอบช้ำเหมือนที่กลุ่มพันธมิตรทำอยู่ทุกวันนี้

"การเมืองก็แค่การเมือง การเอาประเทศทั้งหมดมาเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองนั้นเป็นเรื่องไร้สาระ"

2008/5/11

ไงจ๊ะ? รู้แล้วใช่มั้ยจ๊ะว่า "การประหยัด" ไม่ช่วยอะไร

หลังจากเกิดมา 30 กว่าปี ก็ได้ตระโกนไปเรียบร้อยแล้วว่า "สามลิตรร้อยแล้วจ้า" แต่ปัจจุบันนี้ก็ต้องพูดใหม่แล้วว่า "ร้อยนึงได้ไม่ถึงสามลิตรแล้วจ้า"
 
ครับที่กำลังพูดถึงอยู่นี้คือเรื่องของราคาน้ำมัน
 
เอ้อออ..ในเมื่อน้ำมันแพงอย่างนี้เราจะทำอย่างไรกันดี? ประหยัด???
 
ไม่เถียงครับว่าการประหยัดเป็นสิ่งที่ดี ซึ่งให้คุณประโยชน์โดยตรงกับเงินในกระเป๋าเรา หนำซ้ำยังดีต่อโลกด้วย ดังนั้นไม่ว่าน้ำมันจะถูกหรือแพงพวกเราก็ควรจะประหยัดกันไว้ แต่กระนั้นการประหยัดก็ไม่ใช่ "วิธีการแก้ปัญหา"
 
ย้อนไปตั้งแต่ตอนที่น้ำมันเข้าใกล้ลิตรละ 20 บาทเมื่อ 2-3 ปีก่อน กระแสสังคมก็ชูประเด็นเรื่องการประหยัดขึ้นมาเป็นหัวข้อหลักประมาณว่า "ปัจจุบันน้ำมันราคาแพง เราต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุด้วยตัวของเราเอง คือเราต้องประหยัด" บอกตามตรงว่าตั้งแต่ที่ประเด็นนี้ถูกชูขึ้นมาผู้เขียนรู้สึก "ขำ" ระคน "สมเพช" ในมุมมองการแก้ปัญหาน้ำมันแพงด้วยวิธีนี้อย่างไม่สามารถบอกใครได้
 
แล้วทำไมถึงขำ??? คำตอบก็คือผู้เขียนเห็นว่าการประหยัดไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา เพราะพอได้ยินการรณรงค์ให้ประหยัดเพื่อแก้ปัญหาน้ำมันแพงผู้เขียนก็ถามตัวเองทันทีว่า "แล้วถ้าเราประหยัด แต่ราคาน้ำมันขึ้นไปลิตรละ 50 บาทเราจะทำยังไง? แล้วถ้ายิ่งประหยัดขึ้นไปอีกแล้วราคาน้ำมันขึ้นไปลิตรละ 120 บาทแล้วเราจะทำยังไง?" แต่กระนั้นก็ราวกับว่ากระแสทั้งหมดของสังคมไทยที่มืดบอดต่างรู้สึกอย่างจริงจังว่า "การประหยัดคือการแก้ปัญหา"
 
ถ้าถามผู้เขียนว่า "เหตุใดสังคมเห็นว่าการประหยัดจะแก้ปัญหาน้ำมันแพงได้" ก็คงจะแสดงความเห็นได้ตามความเข้าใจส่วนตัวอย่างนี้ว่า..
 
เนื่องจากการประหยัดเป็นคุณลักษณะทางบวก ประกอบกับปัญหานี้ถูกโฟกัสไปที่ "เงินซึ่งออกจากกระเป๋ามากขึ้น" มากกว่าจะโฟกัสไปที่ "ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น" ดังนั้นโซลูชั่นจึงออกมาเพื่อจะแก้ปัญหาว่า "ทำอย่างไรที่เงินจะออกจากกระเป๋าน้อยลง" แต่ไม่ใช่คำตอบที่ว่า "ทำอย่างไรราคาน้ำมันจะไม่สูงขึ้น" ซึ่งในท้ายที่สุดก็จะต้องมาเจอทางตันเหมือนกับในปัจจุบันนี้ก็คือ "ตราบใดที่ของที่ต้องซื้อยังราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ เราย่อมไม่สามารถป้องกันเงินที่จะออกไปจากกระเป๋าเราได้" อย่างในอนาคตอันไม่ไกลนี้เราก็จะพบว่าความประหยัดอันสุดขั้วของเรากำลังจะโดนท้าทายด้วยน้ำมันราคาลิตรละ 40 บาท
 
ถ้าถามต่อไปอีกว่า "แล้วจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร?" คำตอบง่ายๆ ก็คือ "ต้องทำให้ราคาน้ำมันถูกลงให้ได้" ถ้าถามอีกว่า "แล้วการทำให้ราคาน้ำมันถูกลงเป็นการเพ้อฝันที่ไร้สาระหรือเปล่า?" สิ่งที่ตอบได้ก็คือ "การทำให้ราคาน้ำมันถูกลงเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ถึงจะเป็นไปได้ยากแต่ก็ต้องพยายามหาทางทำ และถึงจะดูไร้สาระแต่ถ้าเทียบกับวิธีการประหยัดแล้วก็ต้องถือว่าการประหยัดนั้นไร้สาระกว่าเยอะ"
 
"เราจะทำให้ราคาน้ำมันถูกลงได้อย่างไร?"
 
เมื่อผู้เขียนนึกถึงคำถามข้างบน ภาพที่ปรากฏขึ้นมาในความคิดก็คือภาพของตลาดในหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งเป็นตลาดชุมชน ที่ทุกคนต่างเอาของต่างๆ มาซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน จากนั้นอยู่มาวันนึง "พ่อค้าข้าว" เจ้าเดียวในหมู่บ้านเกิดขึ้นราคาข้าวอย่างบ้าคลั่งด้วยความคิดว่าจะร่ำรวยจากการผูกขาดข้าวทั้งหมดในหมู่บ้าน จากจุดนี้ถ้าถามว่าพ่อค้าข้าวจะร่ำรวยขึ้นดั่งใจหวังหรือไม่? ในความเห็นผู้เขียนนั้นของตอบว่า "ไม่" ทั้งนี้เพราะแม่ค้าปลา พ่อค้าหมู แม่ค้าผัก จะต้องถือว่าราคาข้าวที่แพงขึ้นเป็น "ต้นทุนของชีวิต" ที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นพวกเขาจึงขึ้นราคาสินค้าที่ตัวเองขายอยู่ตาม และในบั้นปลายแทนที่พ่อค้าข้าวจะร่ำรวยจากการขึ้นราคาข้าว สิ่งที่จะเกิดขึ้นกลับเป็นเพียงสภาวะเงินเฟ้อในตลาดชุมชนแห่งนั้นเท่านั้นเอง
 
หัวใจของกรณีพ่อค้าข้าวข้างบนนี้คือเรื่องของการ "คานอำนาจ" นั่นเพราะในขณะที่พ่อค้าข้าวผูกขาดข้าวทั้งหมดในตลาด ตัวพ่อค้าก็ไม่ได้จับปลาเอง ไม่ได้เชือดหมูหรือปลูกผักเอง ดังนั้นจึงมีช่องว่างที่อำนาจของแม่ค้าพ่อค้าคนอื่นๆ จะเข้าไปคานได้
 
และไม่ทราบว่าอะไรจะบังเอิญขนาดนี้ที่บรรดาประเทศผลิตน้ำมันแทบทั้งหมดแห้งแล้ง และต้องอาศัยอาหารจากภายนอกประเทศ ช่างเหมือนกับพ่อค้าข้าวที่ต้องซื้อของจากร้านอื่นๆ มาบริโภคเสียนี่กระไร
 
"แล้วทำไมการคานอำนาจจึงไม่เกิดขึ้น?"
 
ผู้เขียนเข้าใจว่าคงเป็นเพราะประเทศเกษตรกรรมทั้งหลายคง "ใช้ชีวิตในเชิงรับ" จนเป็นปรกติ เริ่มจากรอฟ้ารอฝน รอให้ผลผลิตสุก รอคนอื่นมารับซื้อ รอคนอื่นกำหนดราคา รอ ...ฯลฯ จึงทำให้พวกเขาเหล่านี้ไม่เคยชินกับการใช้ชีวิตในเชิงรุก แต่พอจะเป้นฝ่ายรุกขึ้นบ้างก็คงจะต้องประสบปัญหาเนื่องจากผลผลิตทางการเกษตรชนิดเดียวกันนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายๆ แหล่ง จึงกลายเป็นปัญหา "ฉันจะขายแพง แต่เธอแย่งฉันขายถูก" ดังนั้นราคาของจึงไม่สามารถที่จะมีเสถียรภาพได้ ทั้งนี้ก็เข้าใจว่าคงเป้นเพราะ "การรวมกลุ่มร่วมมือกัน" เป็นกิจกรรมที่จำเป็นจะต้องมีความอิ่มของท้องเป็นพื้นฐาน ดังนั้นจึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยง่ายในสถานะการณ์ที่แต่ละแหล่งผลิดต่างอยู่ในสถานะที่ "กลัวอด"
 
"แล้วอย่างนี้จะทำอย่างไรให้ราคาน้ำมันถูกลงได้??"
 
ตอนนี้สถานะการณ์มันเหมือนกับว่าพวกเราอดข้าวอดน้ำติดอยู่บนเกาะ ก. แล้วมีอาหาร และน้ำอยู่บนเกาะ ข. แล้วเกิดคำถามว่า "จะทำอย่างไรที่จะไม่อดตาย" ซึ่งก็ต้องตอบแบบกำปั้นทุบดินว่า "ก็ต้องข้ามไปกินของบนเกาะ ข. ให้ได้" ดังนั้นเรื่องของการคานอำจาจก็ต้องตอบแบบกำปั้นทุบดินว่าต้องรวมกลุ่มกันเพื่อที่จะมีอำนาจไปคานให้ได้ อีกประการก็คือต้องหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ มาใช้
 
**************
 
ถ้ากลุ่มประเทศการเกษตรรวมตัวกันได้ เกมนี้อย่างไรเสียก็ได้เปรียบ เพราะผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรยังพอที่จะแปลงให้มาอยู่ในรูปของพลังงานได้ ในขณะที่ผลิตภัณฑ์จากน้ำมันไม่สามารถที่จะแปลงเป็นอาหารได้
 
งานนี้ชนกันเม็ดต่อเม็ดยังไงก็ได้เปรียบเห็นๆ แต่น่าเสียดายที่ตกเป็นเบี้ยล่างเขาซะนี่
 
ดูปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้แล้วก็พลอยคิดไปถึงภาพในสารคดีชีวิตสัตว์ ที่ฝูงละมั่ง ฝูงกวาง ฝูงควายป่าขนาดใหญ่ วิ่งวุ่นแตกฮือเพื่อหนีการล่าจากสิงโต หรือเสือ เพียง 2-3 ตัวที่ดอดเข้ามาหาเหยื่อ แทนที่จะร่วมมือร่วมใจใช้เขาใช้กีบที่มีอยู่ไปจัดการกับสัตว์นักล่าที่เข้ามาทำร้ายฝูง อาจจะเป็นเพราะสัญชาติญานที่ทำให้ทุกอย่างมันเป็นอย่างนั้น สัตว์ที่ถูกล่าแต่ละตัวจึง "ตื่นกลัว" และ "วิ่งพล่าน" หนีการจู่โจมของผู้ล่า จนลืมฉุกคิดไปว่าพวกตนมีความได้เปรียบในเชิงปริมาณ อีกทั้งตัวก็มิได้เป็นแค่เพียงก้อนเนื้อนิ่มๆ ที่วิ่งไปมา หากแต่มีกีบ มีเขาเป็นสมบัติ
 
"ปริมาณ เขา และกีบ" ถ้าต้องปะทะกับ "ความเร็ว และเขี้ยวเล็บ" ศึกคู่นี้ดูๆ แล้วไม่เห็นว่าฝ่ายของ "กีบและเขา" จะตกเป็นรองตรงไหน
 
ประเทศการเกษตรอย่างพวกเราเป็นมนุษย์นะครับ เลี่ยงได้ก็เลี่ยงอย่าเอาตรรกะของพวกละมั่ง กวางป่า เลียงผา ควายไพรมาใช้กันเลย
 
**************
 
อ้อขอแถมท้ายอีกหน่อย ไหนๆ พูดถึงความไร้สาระของไอเดียที่ว่า "การประหยัดแก้ปัญหาน้ำมันแพง" แล้ว ก็เลยอยากจะพูดถึงความไร้สาระของความเชื่ออีกอันหนึ่งที่ว่า "ดนตรี ศิลปะ กีฬาฯ ช่วยต้านยาเสพติด" อีกเล็กน้อย ทั้งนี้เพราะว่า จากประสบการณ์ในสมัยเรียนปริญญาตรีของผู้เขียน ผู้เขียนพบว่า ภาควิชาดนตรี ภาควิชาศิลปะ กับภาควิชาพละฯ สามภาควิชานี้แหละที่มีนิสิตดื่มเหล้า สูบบุหรี่ พี้ยา มากที่สุดในคณะครุศาสตร์ :) 555 ..เห็นมั้ยว่าบางที่สิ่งที่ดีๆ สิ่งที่สวยงามเนี่ยก็มาหลอกให้เราเขวจากความถูกต้องได้พอๆ กับความชั่ว ความเลวนั่นแหละ
2008/2/12

บ๊ะจ่างอาหย่อยยยย

หนึบหนึบคว้าหมึบหมับ
เคี้ยวหนุบหนับแสนถูกใจ
หอมกรุ่นทั้งนอกใน
อร่อยซ่านหวานเค็มมัน
โอ่โอ้เพราะบุญญา
บ๊ะจ่างจ๋าจึงเจอกัน 
หวังไว้ว่าสักวัน
ได้สูตรเจ้ามาปรุงทาน
หากแม้นเป็นดั่งนั้น
คงสุขสันต์หาใดปาน
โลกเขาคงเล่าขาน
บ๊ะจ่างนี้ดีงามเอย
2007/8/22

หากฉันเป็นเขา..หากเรารักกัน

    
    หาก  สายธารล่วงแล้ว      คืนมา
    ฉัน   จักแฝงธารา           แด่นด้วย
    เป็น   คู่สิเน่หา              นวลแม่ นางเนอ
    เขา   นภาบ่ม้วย            บ่ร้างรากัน

    หาก
  คืนวันที่พ้น           เลยนาน
    เรา   ดุจหนึ่งดวงมาน      ร่วมแล้
    รัก    เรียมจักโอบกาน-    ดารื่น
    กัน   โศกกันแสงแม้        สักน้อยบ่กล้ำ นวลเน้อ 

2007/6/26

หลวงปู่ดูลย์บอกว่า...

ว่าง
สว่าง
บริสุทธิ์
หยุดความปรุงแต่ง
หยุดการแสวงหา
หยุดกิริยาของจิต
ไม่มีอะไรเลย
ไม่ยึดถืออะไรซักอย่าง
2007/6/10

ได้ประสบกับความทุกข์แล้ว..ทำไงกันดี???

บัดนี้ความทุกข์ได้ปรากฏแก่ข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่ความทุกข์เอื้อมมือคว้าได้แล้ว
นั่นก็เพราะข้าพเจ้านี้เองที่แบกรับขันธ์อันเป็นของหนัก และเป็นตัวทุกข์นี้เอาไว้
แล้วขันธ์นี้เองก็ได้แสดงธรรมที่เป็นอยู่แล้วแต่เดิมว่าเป็นตัวทุกข์ และมิได้อยู่ในบงการ ให้ข้าพเจ้าได้เห็นอีกครั้งหนึ่ง
 
ในทุกข์ที่เกิดขึ้นข้าพเจ้าพิจารณาแล้วเห็นดังนี้ว่า
ทุกขเวทนา โทมนัสเวทนา อันมีอยู่เหล่านี้ ก็ข้าพเจ้านี้เองเป็นผู้สร้างขึ้น และก็ข้าพเจ้านี้เองเป็นผู้เข้าไปแบกไว้
 
ข้าพเจ้าขอน้อมรับสภาวะธรรมที่ได้ปรากฏขึ้นแล้วเหล่านี้ด้วยอาการรู้ โดยไม่หลีกหนีไปในทางหนึ่งทางใดตามอำนาจของโทสะที่ถูกปรุงขึ้นแล้วในจิต
 
ด้วยความที่ข้าพเจ้าปฏิบัติอย่างนอบน้อมต่อธรรมที่ปรากฏขึ้นแล้ว ขอให้สัทธินทรีย์ของข้าพเจ้ากล้าแข็งขึ้น
ด้วยความที่ข้าพเจ้าเพียรรู้ในทุกข์แม้ในขณะที่เสวย ขอให้วิริยินทรีย์ของข้าพเจ้ากล้าแข็งขึ้น
ด้วยความที่ข้าพเจ้าไม่เลื่อนลอยไปจากกายและใจในขณะที่เสวยเวทนา ขอให้สตินทรีย์ของข้าพเจ้ากล้าแข็งขึ้น
ด้วยความที่ข้าพเจ้าตั้งมั่นรู้ในทุกข์ที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าไม่ส่งส่ายไปด้วยแรงของโทสะ ขอให้สมาธินทรีย์ของข้าพเจ้ากล้าแข็งขึ้น
ด้วยความที่ข้าพเจ้าปฏิบัติต่อธรรมที่ปรากฏขึ้นด้วยความนอบน้อม ความเพียร ความไม่เลื่อนลอย และความตั้งมั่น ขอให้ปัญญินทรีย์ของข้าพเจ้ากล้าแข็งขึ้น
 
ข้าพเจ้าขอเอาการปฏิบัติโดยชอบ ที่ข้าพเจ้าได้กระทำไปแล้วต่อทุกข์ที่ปรากฏขึ้นนั้น เป็นเครื่องบูชาพระรัตนตรัย
ข้าพเจ้าขอเอาปัญญาทั้งหลายเหล่านั้นที่ได้เกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าแล้ว เป็นเครื่องบูชาพระรัตนตรัย
2007/5/17

จิตนี้ผุดผ่อง แต่ว่าจิตนั้นแล เศร้าหมองแล้วด้วยอุปกิเลสที่จรมา

อุปกิเลสที่ว่าจรมานี้อุปมาเหมือนเมฆที่เคลื่อนตัวมาบดบังแสงจันทร์
สำหรับจิตที่ไม่ได้ฝึกเลยก็เป็นธรรมดาที่จะไม่สามารถมองเห็นความหมองที่เกิดจากกิเลสที่จรมาได้..
ทั้งนี้ก็เพราะจิตนั้นย่อมถูกย้อมไว้ด้วยโมหะอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้สภาพที่ผุดผ่องไม่เคยปรากฏขึ้นในจิต
 
สำหรับจิตที่ได้รับการฝึกมาบ้างแล้วจะพอสังเกตได้ว่าจิตที่หมองเป็นอย่างไร จิตที่ผุดผ่องเป็นอย่างไร
เป็นธรรมดาที่จิตนั้นจะผ่องบ้าง หมองบ้าง
เมื่ออนุสัยกิเลสยังคงมีอยู่ ก็เป็นธรรมดาที่กิเลสอันสืบเนื่องมาจากอนุสัยกิเลสนั้นก็ยังคงเกิดขึ้นได้
 
เหมือนรอยน้ำที่ไหลบนพื้นไม้ เมื่อน้ำได้ไหลไปในเส้นทางใดๆ แล้วครั้งหนึ่ง
ครั้งต่อไปเมื่อเทน้ำลงไปบนพื้นนั้นอีก
น้ำที่เทลงไปครั้งหลังก็จะอาศัยความชื้นที่ยังคงเหลืออยู่บนไม้นั้นสร้างเส้นทางน้ำใหม่ขึ้นบนรอยน้ำครั้งก่อนหน้านั้นเอง
 
อนุสัยกิเลสก็เปรียบได้กับรอยน้ำครั้งก่อนๆ หากยังไม่ถูกตัดอย่างถอนรากถอนโคนโดยอริยมรรค อริยผล
กิเลสที่สืบเนื่องจากอนุสัยกิเลสนั้นก็พร้อมจะก่อตัวขึ้นมาอีกได้เสมอ
 
การที่อนุสัยกิเลสจะถูกถอดถอนได้นั้นเกิดจากการได้เห็น รูป นาม กาย ใจ ตามความเป็นจริง..
จน "ความเห็นผิด" ถูกถอดถอนออกไป และเห็นได้ว่ากายนี้ ใจนี้ไม่ใช่เรา
ตลอดจนเห็นได้ว่ากายนี้ ใจนี้ ไม่ควรถูกยึดถือว่าเป็นของเรา หรือวิสังขาร
เมื่อรู้เห็นได้ดังนี้ความปรารถนาที่จะทำให้กายนี้ ใจนี้ สมอยาก ได้สุข หนีทุกข์ ก็ย่อมสิ้นไป หรือวิราคะ
 
โดยทางที่จะนำไปสู่ วิสังขาร-วิราคะ นั้นก็ได้แก่การเจริญสติปัฏฐาน 4 นั่นเอง
ซึ่งวิธีการก็ไม่ได้ยากอะไร งานที่ต้องทำมีแค่ "รู้" เท่านั้น อาทิ..
 
จิตมีราคะ ก็ให้รู้ว่าจิตมีราคะ
จิตมีโทสะ ก็ให้รู้ว่าจิตมีโทสะ
จิตมีโมหะ ก็ให้รู้ว่าจิตมีโมหะ
 
.......................
 
เอาหล่ะ..เป็นอันว่าตอนนี้ก็รู้แล้วว่าวิธีปฏิบัติเพื่อถอดถอนอนุสัยกิเลสจะต้องทำอย่างไรบ้าง
เรามามุ่งมั่นทำกันดีกว่า อย่าให้เสียทีที่ชาตินี้เกิดมาเจอพระพุทธศาสนา..
 
...เอาผู้เขียนเป็นตัวอย่างก็ได้...
 
ตอนที่เขียนอยู่นี้จิตมีราคะ ...ก็รู้แล้วว่าจิตมีราคะ
เบอร์โทรฯ ของคนที่ทำให้จิตมีราคะมีอยู่ในคอมฯ ...ก็รู้แล้วว่าเบอร์โทรฯ มีอยู่ในคอมฯ
 
..เอ.. แต่ไม่แน่ใจว่ามาถูกทางหรือเปล่าแฮะ???..
 
เพราะเบอร์นี้สืบมาเอง แล้วตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มโทรไปหาด้วยธุระอะไรดี เพื่อจะให้ดูแล้วไม่น่าเกลียด
 
(โถๆๆ พ่อสัตบุรษษษษ ผู้ฝักใฝ่ในธรรมขวัญใจมัคนายก)
 
........................
 
แง....กิเลสจรมาอีกแว้ววว ตกหลุมราคะอีกแว้วววววววว ก็เค้าฉวยน่ารักง่าาาาาาาาาาา ฮือๆๆๆ
2007/3/8

ธรรมะของชาวพุทธ..ง่ายมากๆ..แต่ยาก..สาด สาดดดดด

พี่ๆ น้องๆ ที่สนใจธรรมะ ที่เคยไปฝึก เคยไปปฏิบัติธรรมตามสำนักต่างๆ ด้วยวิธีการที่แตกต่างกันไป เคยสงสัยบ้างมั้ยว่าฝึกในแบบนั้นๆ แล้วเราจะได้อะไรเป็นผลตอบแทน???
 
ก่อนที่จะมาคุยกันว่าฝึกแล้วจะได้อะไร เรามาดูกันก่อนดีกว่าว่าคนที่ไปปฏิบัติธรรมทั้งหลายคาดหวังว่าตัวเองจะได้อะไรจากการปฏิบัติเหล่านั้น อ้ะ..ลองมาฟังดูว่าคำตอบตลาดๆ ที่ตัวอย่างตอบมามีอะไรกันบ้าง (หมายเหตุ: อ้างอิงจากผลการสำรวจลูกค้าร้านลอดช่องสิงคโปร์ลุงเติบ โดยผู้ตอบแบบสอบถามสามารถเลือกตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)
 
แบบแรก (พบบ่อยมากร้อยละ 80.25) ..บุญจ้ะ.. (คำตอบนี้สำหรับกลุ่มตัวอย่างชาวธรรมกายพบได้ร้อยละ 125 ..คือพวกนั้นร้อยเปอร์เซนต์เชื่อว่าทำเพื่อบุญ..ส่วน 25% ที่โผล่เพิ่มมาก็คือพวกที่ยังไม่เป็นธรรมกายเต็มตัวแต่เริ่มถูกพวกร้อยเปอร์เซนต์เหล่านั้นจูงจมูก )
 
แบบต่อมา (72.44%) ..จิตใจสงบ จะได้มีสมาธิทำงานที่ดีขึ้นคร้าบบ..
 
แบบต่อมาอีก (47.39%) ..กรรมเก่าจะได้สลาย กรรมใหม่จะได้ดีฮะ..
 
แบบต่อมาอีก (39.67%) ..เห็นความจริง..
 
แบบต่อมาอีก (11.41%) ..นิพพาน..
 
และมีอีก 4.21% ที่ตอบว่าอยากได้แฟน (แหมๆๆ เสียดายจริงๆ ไอ้กลุ่มนี้ทำไมเธอกะชั้นไม่เจอกันเนาะ..วันหลังก็แขวนป้ายไว้สิค้าบจะได้รู้ความประสงค์..ก็พี่เห็นน้องนั่งนิ่งๆ ก็เลยนึกว่าซึ้งในรสพระธรรม..ปาดดดโธ่)
 
เอาล่ะ..คราวนี้มาดูกันว่าคำตอบที่ได้มาจากกลุ่มตัวอย่างลูกค้าร้านลุงเติบมีความสอดคล้องหรือแตกต่างจากเป้าหมายตามการชี้ของพระพุทธองค์เพียงใด ซึ่งจะขอยกกรณีของพระโกณฑัญญะขึ้นมาเป็นกรณีศึกษา ดังนี้...
 
(..พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์..)

ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่
ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นทั้งมวล มีความดับเป็นธรรมดา

ครั้งนั้น ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว
ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว
ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า
ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า
ขอข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบท ในสำนักพระผู้มีพระภาคพระพุทธเจ้าข้า

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้ แล้วตรัสต่อไปว่า
ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด.
 
..พระโกณฑัญญะเมื่อมีดวงตาเห็นธรรมจึงเป็นพระสงฆ์องค์แรกของพุทธศาสนา และจากการที่พระพุทธองค์กล่าวว่า "โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ" นี่เอง จึงเป็นที่มาของชื่อ "อัญญาโกณฑัญญะ"..
 
แต่ ณ จุดนี้เชื่อว่าจะต้องมีคนบางส่วนที่เข้าใจผิดว่าพระโกณฑัญญะ ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ภายหลังจากฟังปฐมเทศนา (อย่างน้อยก็คือผู้เขียนเองนี่หล่ะ ที่เข้าใจอย่างนั้นมาโดยตลอด จนกระทั่งได้มาอ่านเนื้อความในกรณีศึกษา) แต่อันที่จริงแล้วเรื่องราวก็คือ หลังจากที่พระโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรมจากการฟังปฐมเทศนา ปัญจวัคคีย์ที่เหลืออยู่ก็ทยอยเห็นธรรมในการแสดงธรรมของพระพุทธองค์ครั้งต่อๆ มา จวบครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงแสดง "อนัตตลักขณะสูตร" นั่นแหละถึงทำให้ "จิตของพระปัญจวัคคีย์พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น" บรรลุเป็นพระอรหันต์
 
สรุปง่ายๆ ตรงนี้ว่าที่พระโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรมหลังจากฟังปฐมเทศนา ก็เหมือนกับการมีชื่อเข้าเป็นนักเรียนในโรงเรียนพระสมณโคดมวิทยา ยังต้องมีการเรียนตามหลักสูตรเพื่อให้จบเป็นพระอรหันต์ ดังนั้น "ป้ายแรก" ของการศึกษาธรรมะจึงต้องเป็นไปเพื่อให้เกิด "ดวงตาเห็นธรรม" คือเห็นได้ว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา"
 
เอ๊ะ? อ้าว?.. แล้วยากตรงไหน??? กะไอ้แค่เห็นว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา???
 
หึๆๆ..ง่ายครับ บอกแล้วไงครับว่าง่าย ง่ายมากๆ ..แต่ยาก..สาด สาดดดดดด
 
อ้าว..นั่นไง กวนทีนนนหรืออย่างไรครับ?!?!?!
 
แหมๆๆ ป่าวครับ ป่าว แต่มันยากจริงๆ ความก็คืออย่างนี้ครับ...
 
โดยลำพังประโยคที่ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา อันนี้ไม่ยากหรอกครับ ให้เด็ก ป.2 ท่องซักสามสี่รอบมันก็จำได้แล้ว แต่จำก็คือจำนะครับ แต่ความเข้าใจจนเห็นได้อย่างนั้นจริงๆ น่ะยากกกกกสสสสส์ แต่ที่ว่ายากน่ะไม่ได้พูดเลื่อนลอยที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะคนๆ หนึ่งขาดสิ่งที่เรียกว่า "ความเป็นกลางต่อความปรุงแต่ง"
 
แล้วความเป็นกลางฯ ที่ว่าน่ะคืออะไรฤๅ???
 
โอเค..งั้นมาเริ่มที่ความไม่เป็นกลางกันก่อน..
 
ที่ว่าไม่เป็นกลางก็เช่น "บ้านแข็งแรงกว่าทิชชู่" "ช้างตายยากกว่ายุง" "เงินมีค่าน้อยกว่าทอง" "ความดียั่งยืนกว่าความชั่ว" "ความดีอยู่ยั้งยืนยง" "กาแล็คซี่มั่นคงกว่าดอกกุหลาบ" "ใจฉันมั่นคงกว่าสิ่งอื่นๆ" ..ไอ้อย่างนี้แหละครับเรียกว่าไม่เป็นกลาง เพราะความปรุงแต่งที่ว่าก็คือ บ้าน ทิชชู่ ความดี หมี ยีราฟ กุหลาบ กาแล็คซี่ ฉัน ตัวฉัน ใจฉัน ฯลฯ นี่แหละ จะพูดง่ายๆ ก็คือว่า "คนๆ หนึ่งมีความเป็นธรรมดาที่จะให้คุณค่ากับสิ่งต่างๆ ที่แตกต่างกัน โดยแตกต่างกัน"
 
เออๆๆ..แล้วความเป็นกลางฯ ล่ะ???
 
แหม..ใจร้อนนะครับ.. ความเป็นกลางก็คือไม่ให้คุณค่ากับสิ่งเหล่านั้นต่างกันนะสิครับ
 
ง่ายเนาะ?!?!
 
ก็ใช่สิครับ
 
แล้วผมมีความเป็นกลางหรือยัง???
 
อ้าวถามกันอย่างนี้..เอางี้แล้วกัน..คิดว่าเป็นไปได้มั้ยที่จะตายในสองนาทีข้างหน้า?
 
เป็นไปได้อยู่แล้ว..ฟ้าอาจจะผ่ามาตอนนี้ที่กลางหัวก็ได้
 
แล้วเป็นไปได้มั้ยว่าพรุ่งนี้เงินที่มีอยู่ในมือจะเป็นแค่เศษกระดาษ?
 
อ้ะ..แน่น้อนนนน คืนนี้อาจจะเกิดสงครามก็ได้ พรุ่งนี้เงินก็ไร้ค่าได้ไม่แปลกนี่
 
อืมม..แล้วคิดว่าเป็นไปได้หรือเปล่าที่พรุ่งนี้เช้าจะไม่มีดวงอาทิตย์ขึ้นมา
 
หืมม??..หมายความว่ายังไง? มีเมฆมาบังเหรอ??
 
ป่าวครับ หมายความว่าไม่มีดวงอาทิตย์เลยน่ะครับ
 
เดี๋ยวๆ..ยกตัวอย่างที่มันเป็นไปได้หน่อยสิ อย่างงี้ผมไม่เห็นภาพง่ะ
 
เอาหล่ะครับ ถ้ายังแปลกใจอยู่ก็แสดงว่ายังไม่เป็นกลางครับ
 
กึ๋ยยย...แล้วจะทำยังไงให้เป็นกลางล่ะเนี่ย? แล้วความเป็นกลางนี่คือมีดวงตาเห็นธรรมใช่มั้ย???
 
ไม่ใช่ครับ ความเป็นกลางก็คือความเป็นกลางเป็นเหมือนประตูเข้างานเลี้ยง ส่วนดวงตาเห็นธรรมก็เหมือนการเข้าไปกินเลี้ยง แต่จะว่าไปแล้วมันก็ต่อเนื่องกันไปนั่นแหละครับ ส่วนว่าจะทำยังไงนั้นมีหลายแต้มครับแล้วแต่จริต และปัญญา ที่รู้จักกันโดยทั่วๆ ไปก็คือการทำสมาธิแล้วเข้าไปในฌาณ มีอาจารย์ท่านหนึ่งอธิบายไว้อย่างงี้ครับ คือ ฌาณชั้นลึกๆ ขึ้นไปเนี่ยจะเหลือแต่สภาพของการรับรู้โดยไม่แบ่งแยกว่าสิ่งไหนเป็นสิ่งไหนมีแต่การรู้ล้วนๆ และกำลังของฌาณที่ว่านี้จะคงอยู่อีกระยะหนึ่งแม้จะออกมาแล้ว จากนั้นก็นำกำลังตัวนั้นไปพิจารณาสิ่งต่างๆ กาย และใจ แล้วก็จะเห็นได้ว่าทุกๆ สิ่งล้วนตกอยู่ในไตรลักษณ์ทั้งสิ้น ไม่มีข้อยกเว้น ไม่มีสิ่งใดได้อภิสิทธิ์เหนือสิ่งใด
 
เอิ่ม..ฟังดูทรงภูมิดีแฮะ แต่ยากว่ะ มีทางอื่นมั้ย???
 
ก็มีครับ โดยการดูกาย ดูใจ อย่างเป็นคนกลาง คือ ดีใจก็รู้ว่าดีใจ เสียใจก็รู้ว่าเสียใจ อิจฉาก็รู้ว่าอิจฉา เศร้าก็รู้ว่าเศร้า แต่ที่ว่ารู้น่ะ รู้ว่า "นี้คือความดีใจ" ไม่ใช่ "ฉันดีใจ", "นี้คือความอิจฉา" ไม่ใช่ "ฉันอิจฉา" นะครับ ดูไปบ่อยๆ โดยไม่เข้าไปแทรกแซง (คือ ไม่ห้ามความรู้สึก ไม่ข่มไว้ ไม่รักษาไว้ ดูเฉยๆ) แล้วก็จะเห็นได้ว่า ดีใจโผล่มา ดีใจหายไป อิจฉาโผล่มา อิจฉาหายไป สิ่งดีโผล่มา สิ่งดีหายไป สิ่งเลวโผล่มา สิ่งเลวหายไป ทั้งดีทั้งเลว ทั้งชอบทั้งไม่ชอบ ทั้งกุศลทั้งอกุศล โผล่มา แล้วก็หายไป ไม่มีอะไรคงอยู่ตลอด มาแป๊บๆ แล้วก็ไป แล้วก็จะเห็นได้ว่าจิตใจตกอยู่ในไตรลักษณ์ และเมื่อเห็นแล้วว่าแม้จิตตัวเองนี้ก็ยังตกอยู่ในไตรลักษณ์ ของอื่นๆ ก็จะไม่ได้รับอภิสิทธิ์ใดๆ ให้อยู่เหนือไตรลักษณ์เช่นกัน
 
เหมือนง่ายเนาะ..แหะๆ..แล้วมีวิธีอื่นอีกมั้ยง่ะ? ดูแล้วท่าจะยากว่ะ
 
ที่รู้ๆ มาก็พอมีครับ คือให้ดูสิ่งต่างๆ รอบๆ ข้างและพิจารณาให้เห็นเนื้อความของไตรลักษณ์ในสิ่งเหล่านั้น จากนั้นก็นำความรู้ที่ได้มาพิจารณาตัว พิจารณาใจครับ ลองดูซิว่าตัว และใจเราพ้นจากไตรลักษณ์หรือเปล่า แตกต่างจากสิ่งภายนอกเหล่านั้นหรือเปล่า ถ้าพิจารณาแล้วได้ความรู้ว่า "ตัวเราพ้นจากไตรลักษณ์ ไม่เหมือนกับสิ่งอื่นๆ" ก็ให้พิจารณาใหม่ หรือเปลี่ยนวิธีอื่นเถอะครับ
 
บรึ๋ยย..กลับไปลองวิธีที่ทำสมาธิดีกว่า
 
อันนี้ต้องลองดูครับ..แต่สำหรับเส้นทางที่เดินไปโดยอาศัยสมาธิเป็นพื้นเนี่ยมันค่อนข้างจะมี "ตัวหลอก" เยอะอยู่นะครับ เช่น ความปีติ ความสงบ ความสบาย แสงสว่าง นิมิต อาการแปลกๆ เช่นตัวหมุนๆ ตัวเล็กลง ตัวใหญ่ขึ้น แขนหาย กายแตก โอ้ว เต็มไปหมด และก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ถือเอาว่าสิ่งเหล่านี้คือความสำเร็จในการปฏิบัติธรรม และถือเอาว่าสิ่งเหล่านี้เป็นผลของวิปัสสนา หรือเรียกว่าเป็นญาณอะไรทำนองนั้น ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว ญาณ คือความรู้ ไม่ใช่ "อาการทางกาย" ..หุ หุ..อันนี้ผมก็จำอาจารย์มาอีกทีเหมือนกัน..
 
โฮ่ยย..ฟังแล้วเหนื่อย..เอางี้ล่ะกันไว้อยากไปนิพพานเมื่อไหร่ค่อยทำ
 
อือ..ว่าไงว่าตามกันครับ แต่ไอ้ความ "อยาก" เนี่ยต้องระวังให้ดีเลยนะครับ เพราะจิตที่ถูกครอบไว้ด้วยความอยากเนี่ยไม่ใช่จิตที่จะเห็นธรรมได้ ..อันนี้ตัวใครตัวมันครับดูแลกันเอา ดังนั้นถ้าอาจารย์ท่านไหนสอนให้ปฏิบัติธรรมไปโดยให้อธิษฐานอยู่ตลอดว่าให้ได้ถึงนิพพานๆ อันนี้บอกได้เลยว่าชี้ผิดนะครับ สำนักไหนชี้ว่าทำอย่างงี้สิ อย่างงั้นสิ แล้วจะถึงนิพพานๆ โดยไม่ได้ชี้ในเรื่องการดูความจริงของกาย ของใจล่ะก็ให้ตั้งข้อสังเกตไว้สักนิดว่าอาจจะคลาดเคลื่อนครับ บางสำนักให้ผู้เรียน "กำหนดนิพพานเป็นอารมณ์" ถ้าใครเจอวิธีนี้ก็ให้หาสำนักใหม่ได้เลยครับ เพราะปุถุชนไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะเอานิพพานมาเป็นอารมณ์ได้ (อารมณ์ คือ สิ่งที่จิตรู้) เพราะปุถุชนไม่เคยเห็นนิพพาน ..อย่าว่าแต่ปุถุชนเลยครับ.. กล่าวว่าพระอริยะชั้นต้นๆ จะเอานิพพานเป็นอารมณ์ในการทำสมาธิก็ยังไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะท่านเหล่านั้นเห็นนิพพานมาน้อยครั้ง และที่สำคัญคือแม้การที่เอานิพพานมาเป็นอารมณ์นั้นก็เป็นเพียงการทำสมถะกรรมฐาน คือเป็น "เครื่องอยู่ในปัจจุบัน" ไม่ได้เป็นไปเพื่อการศึกษาสู้รบกับกิเลส หรือวิปัสสนากรรมฐาน (อันนี้ก็เอามาจากอาจารย์เหมือนกัน หุ หุ) และลำพังเพียงความสงบอย่างเดียวก็มิใช่จะทำให้เกิดปัญญานะครับ ปัญญาจะเกิดก็ต่อเมื่อเห็นความจริงของกาย กับใจว่าตกอยู่ในไตรลักษณ์ ฉะนั้น สำนักไหนที่สอนให้ลูกศิษย์วางอุเบกขาตะบี้ตะบันกับทุกๆ สิ่งที่เข้ามากระทบใจ นั่นก็ไม่ใช่การฝึกที่ให้เกิดดวงตาเห็นธรรมแบบที่พระโกณฑัญญะท่านเห็นนะครับ แต่เป็นวิธีที่ฝึกไปเป็นพรหม ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อความเป็นพรหมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ความเป็นพรหมย่อมดับไปได้เป็นธรรมดา
 
 
สรุปสุดท้ายก็คือ คนที่เข้าไปตามสำนักต่างๆ ที่มุ่งหวังบุญ หวังใจสงบ หวังแก้กรรมเก่า คนกลุ่มนี้เหมือนกับคนที่ยังไม่ได้ขึ้นรถเมล์ครับ ดังนั้นไอ้เรื่องจะหวังว่าได้ลงป้ายเดียวกับที่พระโกณทัญญะท่านลงนี่ถือได้ว่า "ยาก ยาก ยาก" ส่วนพวกที่หวังจะเห็นความจริง หวังจะถึงนิพพานเนี่ย ก็เหมือนคนขึ้นรถเมล์แล้ว แต่จะขึ้นถูกหรือผิดสายนี่ก็อีกเรื่องนึง ถ้าขึ้นผิดสายก็เหมือนกับเจอเจ้าสำนักที่ขับไปคนละทางกับป้ายที่พระโกณทัญญะท่านลง ดังนั้นจะยังไม่ขึ้น หรือขึ้นผิดสายจึงไม่แตกต่างกัน ส่งผลให้การจะได้ไปลงที่ "ป้ายแรก" ที่เราพูดถึงจึงเป็นเรื่อง "ยาก ยาก" อย่างไรก็ดีแม้จะขึ้นรถเมล์ถูกสายที่ไปในทางที่ถูกต้องแล้ว ตราบใดที่ยังมี "ความอยาก" ย้อมจิตใจอยู่ก็เหมือนกับการนั่งไปโดยปิดตา ย่อมไม่เห็น "ป้ายแรก" ที่จะลงได้...
 
..แต่เมื่อใดที่อยู่ในองค์ประกอบเหล่านี้ คือ สติเกิดอยู่ ปัญญาแก่รอบ ไม่มีความอยากที่ครอบจิตใจ..ก็จะรู้ได้ว่า "ป้ายแรก" ที่พูดถีงไม่ได้หมายถึง "การลง" แต่คือการลืมตาขึ้นมาและเห็นว่า "สิ่งต่างกำลังเคลื่อนที่อยู่"
2007/1/2

สวัสดีปีใหม่..มาพูดเรื่องการตูมตามส่งท้ายปีดีกว่า..

สวัสดีปีใหม่..ขอให้มีสุขกันทั่วหน้า ปีนี้ไม่มีอะไรน่าจะพูดถึงมากกว่าระเบิดส่งท้ายปีอีกแล้ว
 
.............
 
เรื่องนี้ตัวละครที่เห็นๆ จะมีกันสามตัว คือ

1. โจรใต้
2. กลุ่มอำนาจเก่า
3. คมช.
 
โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าโจรใต้ตัดไป เหตุผลคือ.. การลงมือของโจรใต้แต่ละครั้งที่เราเห็นๆ กันตามข่าวรายวัน เป็นการกระทำที่ "กะเอาถึงตาย" คือแต่ละครั้งต้องมีคนตาย กลุ่มนี้เน้นแนวเอาฃีวิต เพื่อให้พวกมีชีวิตอยู่เกิดแพนิคหวาดกลัว
ผมเลยไม่คิดว่าจะเป็นพวกโจรใต้ เพราะการวางระเบิดที่ผ่านมาเลือกทำวันที่กรุงเทพ "โล่งที่สุด" แล้วก็มีการระเบิดในช่วงเวลา "ก่อนที่คนหมู่ใหญ่จะมาอยู่รวมกัน" ..ถ้าครั้งนี้ "กะจะเอาชีวิต" ก็แค่เอาระเบิดเพียงหนึ่งลูกไปวางไว้ที่เซ็นทรัลเวิร์ลดฯ แล้วก็ตั้งเวลาที่ 00.00 ไม่ต้องยุ่งยากทำถึง 7-8 จุด แล้วให้มันระเบิดตอน 6 โมงเย็น!!! ซึ่งผลก็คือทั้งๆ ที่มีตั้งหลายจุดแต่มียอดคนตายแค่ 3 คน!!!
 
.. ง า น นี้ ผิ ด วิ สั ย โ จ ร ใ ต้ ค รั บ ..
 
ตัวละครที่สองคือกลุ่มอำนาจเก่า ..มีคนมาแสดงความคิดเห็นกะผมว่า "กลุ่มอำนาจเก่าเป็นคนทำโดยประสงค์จะดิสเครดิตรัฐบาล เค้าจะสร้างให้คนทั่วๆ ไปเห็นว่า รัฐบาลไม่มีน้ำยารักษาความปลอดภัยแม้กระทั่งในเมืองหลวง แล้วก็จะบอกว่าในสมัยของตัวไม่เคยมีเรื่องแบบนี้ ..ในขณะเดียวกันการวางระเบิดนี้ก็เป็นการส่งสัญญาณให้ผู้ที่มีอำนาจที่ปรารถนาจะให้การสนับสนุนกลุ่มอำนาจเก่าได้รู้ว่ากลุ่มอำนาจเก่านั้นยังมีพาวเวอร์อยู่ พร้อมจะกลับมา"
 
จากความคิดเห็นที่ได้ฟังคนอื่นแสดงมาข้างต้นผมเห็นว่ามัน "ซับซ้อนเกินไป" ..ผมเชื่อว่าบทบาทที่กลุ่มอำนาจเก่าต้องแสดงในตอนนี้คือ "ฉันถูกทำร้าย..ฉันถูกใส่ความ..เค้ามัดมือชกฉันนน..ประชาชนที่รัก ที่เคยให้การสนับสนุนฉันช่วยฉันด้วยยย" ..ไม่ใช่บทโจรก่อการร้าย!!! ดังนั้นโดยความเห็นส่วนตัวจึงของสรุปว่า..
 
.. ก ลุ่ ม อำ น า จ เ ก่ า มี บ ท อื่ น ที่ ดี ก ว่ า บ ท ข อ ง โ จ ร ก่ อ ก า ร ร้ า ย ใ ห้ เ ล่ น ค รั บ ..
 
ตัวละครสุดท้าย (แต่ไม่ท้ายสุด) คือ คมช. ..ในสายตาของผมแล้วผู้ต้องสงสัยที่อยู่ใกล้กับ "กองอานิสงส์" ของการเกิดระเบิดหลายๆ จุดในกรุงเทพฯ ที่สุดก็คือตัวละครตัวนี้ ซึ่งอานิสงส์ที่ว่านั้นก็คือ "ความชอบธรรมในการคงกฏอัยการศึกไว้" ..แล้วกฏอัยการศึกมีประโยชน์อย่างไร ทำไมถึงต้องคงไว้????
 
ต่อคำถามข้างต้นต้องขอแสดงความเห็นส่วนตัวดังนี้ครับ (เป็นความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจ และการรักษาโครงสร้างอำนาจล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับเรื่องของความดี ความเลวของผู้ใช้อำนาจ หรือผู้ที่เคยใช้อำนาจ) ..
 
สภาพทางการเมืองของประเทศเราในปัจจุบันไม่ใช่สิ่งที่เกิดจาก "ฉันทามติ" กล่าวคือรัฐบาลที่นั่งบริหารอยู่ทุกวันนี้ไม่ได้มาจาก "ประชาชน" กอปรกับการปฏิวัติครั้งที่ผ่านมามี "คนไม่เห็นด้วย" อยู่ เพราะทั้งนี้ต้องยอมรับว่าคนที่สนับสนุน พตท.ทักษิณ นั้นยังมีอยู่มิใช่น้อย อันดูได้จากคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่พรรคใหญ่อื่นๆไม่เข้าร่วม ดังนั้นสิ่งที่พอจะสรุปได้ก็คือ..
 
..รัฐบาล ณ วันนี้ แตกต่างจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง กล่าวคือ..
ในขณะที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้รับการสนับสนุนจาก "เสียงของประชาชน" และได้รับการปกป้องโดย "กฏหมาย" แต่รัฐบาลคณะชั่วคราวนี้ได้รับการสนับสนุนจาก "คมช." และได้รับการปกป้องโดย "อำนาจทหาร" และอำนาจทหารที่กล่าวมาก็ถูกใช้ผ่าน "กฏอัยการศึก" ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่การคงกฏอัยการศึกไว้จะเป็นเรื่องที่ไม่สามารถจะปฏิเสธได้
 
"ถ้าปราศจากกฏอัยการศึก" .. ทหารจะไม่มี "ความชอบธรรม" ในการ "ขู่" หรือ "ป้องปราม" สิ่งเหล่านี้คือ
 
1. การุชุมนุมของประชาชนกลุ่มที่ยังสนับสนุน พตท.ทักษิณ ในเมืองหลวงเรียกร้องการกลับประเทศของอดีตนายกฯ
2. การชุมนุมของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยในการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมา (ที่กล่าวกันว่าเกิดจากประชาชนโดยแท้)
3. การชุมนุมโจมตี คมช.
4. การชุมนุมขับไล่รัฐบาล
5. ฯลฯ (สิ่งควบคุมไม่ได้อื่นๆ อันมีสาเหตุจากการที่ คมช. และ รัฐบาล ขาดการปกป้องตามกฏหมาย)
 
ซึ่งสรุปเป็นคำง่ายๆ ได้ดังนี้ก็คือ "สถานะการปัจจุบันยังไม่สงบพอ ที่ทหารจะละทิ้งอำนาจแล้วให้สิ่งต่างๆ ดำเนินไปตามกลไกปรกติได้" จึงเป็นเหตุให้กฏอัยการศึกจึงต้องคงอยู่ต่อไป
แล้วทำไมต้องมีสถานะการณ์ระเบิดขึ้นเพื่อคงกฏอัยการศึกไว้????
 
ย้อนไปเมื่อตอนปฏิวัติเสร็จใหม่ๆ คณะปฏิรูปฯ ได้เคยพูดไว้ว่า "กฏอัยการศึกคงจะยกเลิกได้ทันเป็นของขวัญปีใหม่แก่คนไทยทุกคน" ..คำพูดดังกล่าวจึงกลายเป็นคำสัญญา และเป็นสิ่งที่หลายๆ ส่วนคาดหวังไปโดยปริยาย.. แต่ในเมื่อถึงกำหนดที่สัญญาไว้แล้วมันไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้.. กระบวนการ "สร้างความชอบธรรม" จึงเกิดขึ้น..
 
จึงเกิดระเบิดขึ้นทั่วเมือง แต่กระนั้นก็เกิดในวันที่กรุงเทพฯ มีคนเบาบางที่สุด
เกิดระเบิดขึ้นทั่วเมือง แต่กระนั้นก็มีคนเสียชีวิตแค่ 3-4 คน
เกิดระเบิดขึ้นทั่วเมือง แต่กระนั้นก็เกิดในเวลาที่ยังไม่มีการชุมนุมสูงสุด
เกิดระเบิดขึ้นในจุดที่จะมีประชาชนมาชุมนุมกัน แต่กระนั้นก็เกิดภายหลังจากที่มีประกาศยกเลิกการเคานท์ดาวน์ และประกาศให้ประชาชนกลับบ้านไปแล้ว
 
.. ช่ า ง เ ป็ น ก า ร ว า ง ร ะ เ บิ ด ที่ ไ ม่ มุ่ ง ห วั ง จ ะ เ อ า ชี วิ ต โ ด ย แ ท้ !!! ..
 
แล้ววันนี้ถ้ามีใครคนหนึ่งมาทวงสัญญาว่า..
 
ใครคนหนึ่ง - ไหนคณะปฏิรูปฯ เคยสัญญาว่าจะยกเลิกกฏอัยการศึกตอนปีใหม่ไง?

ผู้มีอำนาจคนหนึ่ง - ทหารไม่เคยมีเจตนาจะคงกฏอัยการศึกไว้เลย เราทำเท่าที่จำเป็นเท่านั้น แต่ตอนนี้อย่างที่เห็นกันว่าบ้านเมืองยังไม่สงบเรียบร้อย โดยยังมีการเคลื่อนไหวจากคลื่นใต้น้ำอยู่ ดังนั้นเพื่อความสงบเรียบร้อย..กฏอัยการศึกจึงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ที่จะคงไว้ แต่เราสัญญาว่าจะยกเลิกให้เร็วที่สุด ..ทหารไม่ได้อยากคงกฏอัยการศึกไว้หรอกครับ

ใครคนหนึ่ง - แล้วท่านจะประมาณได้มั้ยครับว่าจะเป็นเมื่อไหร่?

ผู้มีอำนาจคนหนึ่ง - เราก็จะพยายามให้เร็วที่สุด ทั้งนี้ก็ต้องขอให้พวกคลื่นใต้น้ำคิดถึงบ้านเมืองให้มาก พวกเราควรจะหันมาร่วมมือกันดีกว่า ..ทุกฝ่ายควรจะคิดถึงประเทศชาติ ไม่ใช่จ้องจะรักษาผลประโยชน์ฝ่ายตนเองโดยไม่คำนึงถึงประเทศชาติ
 
.. หุ หุ  อั น นี้ ก็ ต้ อ ง ล อ ง ดู ๆ   กั น ไ ป ค รั บ ..
 
***************************************
 
- ส่วนตัวผู้เขียน -
 
ผมไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ ผมถือว่าเป็นการเอาโจรมาไล่โจร แล้วเมื่อเราโจรเข้าบ้านเราก็ต้องเลี้ยงอาหารโจรแบบที่โจรกิน ในขณะเดียวกันสำหรับความเห็นต่อรัฐบาล พตท.ทักษิณ ผมก็เห็นว่ามีเรื่องที่เค้าทำเข้าท่าอยู่ก็มีไม่ใช่น้อยที่ควรได้รับคำชม แต่เรื่องที่ดูจะเป็นการหาผลประโยชน์ ขี้ฉ้อ ก็มีอยู่ไม่ใช่น้อยพอๆ กัน แต่อย่างไรก็ตามสำหรับส่วนหลังการลงโทษที่ควรได้รับก็คือ "คุก" ไม่ใช่การปฏิวัติ
 
ไม่แน่..การปล่อยให้รัฐบาลชุดที่แล้ว "โกง" จนหมดเทอม อาจจะสูญเสียน้อยกว่าการนำ "ความไม่ชอบธรรม" มาขับไล่ "ความไม่ชอบธรรม" (อย่าลืมว่า "การปฏิวัติ" ฉีกรัฐธรรมนูญเป็นความผิดร้ายแรงอาจจะถึง "ประหารชีวิต" นะครับ..โจรพอๆ กัน)
 
แต่อ่านบทความผมแล้วอย่างเชื่อมาก ลองคิดดูดีๆ..
 
อ้อ..แล้วตัวละครท้ายสุด (ที่บอกว่า คมช. สุดท้าย แต่ไม่ท้ายสุดน่ะ) .. "ตัวละครท้ายสุด" ก็คือ "ประเทศอื่นๆ" ที่ไม่อยากให้ประเทศไทยเจริญ.. ตัวละครนี้อาจจะเป็นตัว "เสี้ยมหัวให้เรากัดกันเอง" ก็ได้ ..ที่ยกตัวละครนี้ขึ้นมาก็เพราะในสายตาของผมๆ เห็นว่าประเทศไทยมีปรากฏการณ์ที่ซ้ำๆ กันดังนี้ คือ "ไม่ชอบรัฐบาลชุดไหนเลย" ..พวกเราขับไล่รัฐบาลทุกชุด จับผิดรัฐบาลทุกชุด การยุบสภาเป็นเรืองปรกติ รัฐบาลที่สิ้นอายุก่อนถึงเทอมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นปรกติ ..เคยฉุกคิดกันป่าว?
 
.. ใ ค ร ม า ปั่ น หั ว พ ว ก เ ร า ห รื อ ป่ า ว ห ว่ า ? ? ? ? ? ..
2006/11/6

ไทยทำ..ไทยใช้..ไทยเจริญ

ขอออกอากาศโฆษณาขายสินค้าไทย..
เป็นผ้าซิ่นคุณภาพดี ผลิตด้วยวัตถุดิบภายในประเทศ..
 
โปรดช่วยกันเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันวัฒนธรรมนิยมสินค้าไทย..
ผู้ที่ได้รับฟังโฆษณาแล้ว หากต่อไปมีโอกาสกรุณาให้การสนับสนุนสินค้าตัวนี้ด้วยครับ..
 
ไทยไม่ช่วยไทย..ก็แล้วใครจะมาช่วยเรา???
2006/11/2

ไม่พบที่ที่อยากไป..ไม่พบใครที่อยากเจอ (รีเทิร์น) //..พี่อินทร์สนใจบอลจัดให้

 
ที่ใดที่เคยไปแล้ว เห็นแล้ว ผ่านการสังเกตโดยเราแล้ว..ที่นั้นดับไปแล้ว
 
(เราไม่สามารถจะได้ผลจากการสังเกตที่เหมือนเดิมแล้ว
เพราะมันกำลังเปลี่ยนแปลง และมันก็ยับยั้งการเปลี่ยนแปลงไม่ได้
เพราะสิ่งนั้นๆ เป็นผลผลิตอันเกิดจากสิ่งรอบๆ ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกๆ ขณะ)
 
ในเมื่อที่ที่เคยไป..ได้ดับไปแล้ว
..แม้เราอยากจะไปอีก
..แม้เราจะได้ไป
..ที่ที่เราไปถึงจึงไม่ใช่ที่ที่เราอยากจะไป
 
 
คนใดที่เราเคยเจอแล้ว เห็นแล้ว ผ่านการสังเกตโดยเราแล้ว..คนๆนั้นดับไปแล้ว
 
(เหตุผลก็เหมือนกับที่ที่ดับไปแล้ว)
 
ในเมื่อคนที่เคยเจอ..ได้ดับไปแล้ว
..แม้เราอยากจะพบอีก
..แม้เราจะได้พบ
..คนที่เราเจอจึงไม่ใช่คนที่เราอยากจะเจอ
 
...
 
การระลึกถึง (recall) "ความทรงจำ" ก็เหมือนกัน..
เหมือนกับที่ที่อยากไป เหมือนกับคนที่อยากเจอ..
ทุกๆ ครั้งที่ระลึกถึง มันไม่ใช่ก้อนเดิม แต่จะถูกสร้างขึ้นมาใหม่ทุกครั้ง
 
..เฮ้อ..ชีวิตเศร้าแท้.. อย่าว่าแต่ความสุขเลย
..แม้อยากจะระลึกถึงเรื่องเศร้า เพื่อจะเศร้า
..มันก็ยังไม่ได้เศร้า ตามแบบที่มันเคยทำให้เราเศร้า ..เฮ้อเศร้า
 
...
 
นี้เองจึงกล่าวได้ว่า "สัตว์โลกย่อมไม่ได้ในสิ่งที่ปรารถนา"
ทั้งนี้เพราะสิ่งที่สัตว์ปรารถนา แท้จริงนั้นได้ดับลงไปแล้ว
และได้ดับลงไปก่อนที่ความปรารถนาจะเกิดด้วยซ้ำ
 
ดังนั้นสิ่งใดๆ ก็ตามที่สัตว์ไขว่คว้ามาได้ด้วยแรงปรารถนา
แท้จริงแล้วสิ่งนั้นๆ เป็นเพียงอีกสิ่งหนึ่งซึ่งมิได้อยู่ในความปรารถนาแต่เดิม
จึงกล่าวได้ว่า "สัตว์โลกย่อมไม่ได้ในสิ่งที่ปรารถนา" ด้วยประการฉะนี้
2006/10/31

กระดาษดับเบิ้ลเอมีสีอะไร???

กระดาษดับเบิ้ลเอ..
 
เมื่ออยู่ในห้องที่มีแสงสีแดง... มันก็มีสีแดง
เมื่ออยู่ในห้องที่มีแสงสีเหลือง... มันก็มีสีเหลือง
เมื่ออยู่ในห้องที่มีแสงสีน้ำเงิน... มันก็มีสีน้ำเงิน
 
คำถามคือ..
 
แล้วถ้ามีคนถามว่า "กระดาษดับเบิ้ลเอมีสีอะไร???"
 
เราจะตอบว่า...???
 
(เอ้า...ตอบบบบบมาซี้...)
2006/10/5

รักครั้งแรก VS เพื่อนสนิท

* * * เ พ ร า ะ อ า ก า ศ เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง บ่ อ ย * * *

 

 

 

"ดากานดา....ฉันรักดุจดาวว่ะ"

2006/9/29

เชื่อปะ?..แม้แต่ทักษิณเองก็ดีใจกับการปฏิวัติครั้งนี้

ภาพของการปฏิวัติถ้ามองง่ายๆ แล้วก็ไม่มีอะไรซับซ้อน ก็คือการที่ทหารหยิบอาวุธขึ้นมาแล้วเดินไปฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง จากนั้นก็เข้าบริหารประเทศและก็เขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาใช้

"แล้วทำไมต้องฉีกรัฐธรรมนูญ ใช้ฉบับเก่าไม่ได้เหรอ?"

ต้องเข้าใจก่อนว่าการปฏิวัตินี่ไม่ใช่การเดินไปช็อบปิ้ง หรือเดินไปชิ้งฉ่อง หรือไปดิงดองว้าฮูนาฮะ มันไม่ได้ถือว่าเป็นสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนพึงกระทำได้ มันเป็นการกระทำข้อหา "กบฏ" นาฮะ แล้วไอ้ข้อหานี้เนี่ยมันถึงตายนาฮะ..ดังนั้นในรูปมาตรฐานก็พึงยกเหตุผลขึ้นมาแล้วฉีกฉบับเดิมทิ้งซะ (เหตุผลอาจจะฟังขึ้นบ้างไม่ขึ้นบ้างแล้วแต่ว่าครั้งไหน แต่อย่างน้อยก็ฉีกหน้าปก แล้วค่อยเอาปกใหม่แปะแทนก็ยังดี แต่ก็แน่นอนว่าบางทีฉบับเก่าๆ มันไม่ดีจริงๆ อย่างที่คนปฏิวัติอ้าง หรืออื่นๆ ..แต่สรุปก็คือต้องฉีก) ..เมื่อฉีกทิ้งแล้วก็เป็นอันว่า "ไม่มีกฎหมายมาเอาผิด" แล้วค่อยสร้างฉบับใหม่ขึ้นมา จากนั้นก็ประกาศนิรโทษกรรมเป็นอันเสร็จกระบวนการ (เห็นมั้ย ท่ามกลางการแหกกฎก็ยังมีกฎให้ปฏิบัติตาม.. คือถ้าไม่ทำอย่างนี้ประเทศก็จะเข้าสู่ระบอบเผด็จการทหารแบบประเทศเพื่อนบ้าน แล้วก็จะไม่มีใครเค้ามาคบด้วย)

"แล้วผลพวงจากการรฉีกรัฐธรรมนูญคืออะไร?"

การฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งมีผลทำให้สิ่งต่างๆ ที่อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนั้นถูกทำลายไปพร้อมๆ กัน ..จินตนาการถึงการแข่งขันฟุตบอลที่เล่นๆ กันอยู่ดีๆ แล้วทหารบุกยึดอำนาจจากฟีฟ่าแล้วฉีกกติกาฟุตบอลทิ้งง่ะ.. พอฉีกปุ๊บไอ้พวกกรรมการฟุตบอลที่อยู่ในสนามก็หมดสภาพทันที..ก็ฟีฟ่าจ้างแกมาทำงาน แกก็ดูแลคนอื่นๆ ตามที่ฟีฟ่าสั่ง.. ตอนนี้ฟีฟ่าล่มแล้วแกก็ล่มตาม.. ส่วนกติกาฟุตบอลที่เคยใช้ๆ อยู่ก็จะถูกบังคับใช้ผ่านกรรมการที่ทหารหามาให้ แล้วจังหวะเดียวกันอยากจะประกาศอะไรออกมาเป็นกฎหมายก็เอาเลย ทำได้โดยง่ายในนามของ "ประกาศคณะปฏิวัติ"..คำถามคือ..แล้วตอนที่กรรมการคนเดิมหมดสภาพนักฟุตบอลที่อยู่ในสนามสามารถจะหยิบลูกแล้ววิ่งโล่ไปขว้างใส่ประตูฝ่ายตรงข้ามได้มั้ย เพราะกรรมการใหม่ที่เค้าจัดตั้งมาไม่ได้ผ่านระบอบประชาธิปไตย? คำตอบคือ "ได้......ถ้าไม่กลัวถูกยิง" ..แม้ตอนนี้ที่มาของกรรมการแต่ละคนก็ยังไม่โปร่งใสแต่ก็ควรจะเกรงใจกันไว้..ด้วยเหตุเดียว..แต่หลายขนาด..ปืนฮะ

ในช่วงนี้ถ้ามีใครซักคนประกาศว่าจะเอารัฐธรรมนูญฉบับเดิมคืนมา แล้วทำการยึดอำนาจคืนสำเร็จ รายหลังนี่ก็จะไม่ต้องทำอะไรให้ยุ่งยากครับ..ถือว่าเป็นการ "ปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องรัฐธรรมนูญ (ฉบับเก่า)" ..ไม่น่าจะต้องมีนิรโทษกรรม ..แต่ถ้ายึดอำนาจซ้อน เพื่อเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาด้วย.. แหะๆ อันนี้ไม่รู้แฮะ

แต่เอาหล่ะ..นอกจากจะทำให้กติกาที่อยู่ในรัฐธรรมนูญเดิมถูกฉีกแล้ว องค์กรที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับเดิมก็ถูกล้มไปด้วย อย่างในปัจจุบันนี้หนึ่งในองค์กรเหล่านั้นก็คือ "ศาลรัฐธรรมนูญ" ..ซึ่งมีผลทำให้ หมดอำนาจ หน้าที่ และคดีที่ค้างอยู่ข้างในนั้นก็มีอันเป็นไป

คราวนี้ดูให้ดี..คดีอะไรที่ค้างอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ?.. คดีที่กำลังเป้งๆ อยู่ก็คงจะไม่พ้นคดียุบพรรค ซึ่งทั้งประชาธิปัตย์ และไทยรักไทยต่างตั้งตารอตุ้มๆ ต่อมๆ อยู่ด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งดูจากแต้มแล้วมีสิทธิ์โดนรางวัลที่หนึ่งกันทั้งสองพรรคด้วยซ้ำไป ..ถ้าคดีนี้ถูกพิพากษาออกมา ผลก็คือพรรคถูกยุบ และหัวหน้าพรรคโดนเพิกถอนสิทธิทางการเมือง 10 ปี.. กว่าจะได้กลับมาเล่นการเมืองอีกที คุณอาทักษิณก็คงจะขบเหงือกจนลืมทางไปรัฐสภาแล้ว (แต่คุณพี่อภิสิทธิ์ไม่เป็นไรเพราะยังอยู่ในวัยฉกรรจ์)

แต่เมื่อปฏิวัติ ศาลรัฐธรรมนูญถูกโค่น..คุณอาก็แค่หมดสภาพความเป็นนายกฯ ไปอยู่ที่อื่นซักพัก ปล่อยให้การตรวจสอบที่ประชาชนทุกคนรู้สึกว่าเกิดจากคนกลางดำเนินไป..มีรัฐบาลรักษาการ..มีการร่างรัฐธรรมนูญ.. มีการเลือกตั้งใหม่..ได้รัฐบาลใหม่ชุดนึง (พรรคไหนก็ได้ไม่เป็นไร) จากนั้นอาศัยว่าคนไทยชอบการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยๆ รัฐบาลใหม่ที่ว่าก็คงจะมีชีวิตไม่เกิน 3 ปี เพราะค่อนข้างแน่นอนว่าต้องเกิดรัฐบาลผสมหลายพรรค (มันตีกันแน่ๆ เชื่อเด่ะ ดูมาสามสิบปีแล้ว) ..จากนั้นก็..เดาออกมั้ย???? ..คุณอาของพี่ๆ น้องๆ จะกลับมา

ถ้าการตรวจสอบที่กำลังดำเนินอยู่ทุกวันนี้ ไม่สามารถสาวไปเอาความผิดกับตัวคุณอาได้ คุณอาของพี่ๆ น้องๆ ก็จะได้ภาพของความใสสะอาดคืนมา แต่ที่สำคัญอย่าลืม..ที่สาวไม่ถึงนี่เป็นไปได้สองอย่างคือไม่มีความผิด หรือไม่ก็เหอๆๆ อย่างที่พอจะเดาๆ กันออกแหละ

ถ้าแต้มเป็นดังนี้ในช่วงเวลาไม่เกินห้าปี..คุณอากลับมาแน่!!!

ฉะนั้นต้องจับตาดูการตรวจสอบที่เราเชื่อว่าเกิดจากคนกลางให้ดี เพราะผมยืนยันเลยว่าในวันที่คุณอาทักษิณออกนอกประเทศก่อนที่จะเกิดการปฏิวัติเนี่ย หัวหน้าคณะปฏิรูปก็ออกไปพม่าเหมือนกัน ..เค้ามีภารกิจที่ต้องไปพม่าจริงๆ ใช่มั้ย?..ไม่ได้ไปเจอกันแน่ใช่มั้ย?..หรืออาจจะได้เจอกันแล้วคุยอะไรกันหรือเปล่า? ..หัวหน้าคณะฯ ขอร้องให้ลาออกดีๆ แต่คุณอาไม่ออกเลยต้องปฏิวัติ? แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นหัวหน้าคณะฯ ก็น่าจะเข้าซังเตไปแล้ว ..หรือว่าเค้าได้ไปเจอกันจริงๆ แต่ไปตกลงครั้งสุดท้ายว่า "น้อง ตท.10 จะให้พี่ ตท. 6 ทำตามแผนนี้แน่ใช่มั้ย?"

อันนี้ลองคิดดูให้ดี..หัวหน้าคณะจะบังเอิญออกไปพม่าอะไรกันวันนั้น..หาเรื่องไปดอนเมืองหรือเปล่า??? ..แล้วจำได้มั้ยว่าจริงๆ แล้วคุณอาต้องออกไปอยู่นอกประเทศแค่ 3-4 วัน แล้วต้องกลับไทยก่อนจะออกไปประชุมต่ออีกครั้งที่นิวยอร์ก.. ซึ่งสถานะการณ์บ้านเมืองแบบตอนนั้นคนอย่างคุณอาดูไม่ออกหรือว่าควรจะอยู่ในประเท้ศศศศศ!! เพราะถ้าออกไปแล้วโอกาสได้กลับมามันน้อย.. ขนาดผมเองวันๆ ไม่สนใจการเมืองโหลดแต่หนังโป๊ยังเทขายหุ้นทิ้งตอนเครื่องบินของอาลอยขึ้นฟ้าเลย ..แล้วคนขนาดอาจะไม่รู้เลยเหรอ???? ถามจริ้งงงงงงง... แถมที่จริงเสร็จงานแรก อาจะต้องกลับไทย แล้วอีกสองสามวันถึงจะถึงกำหนดไปอีกงานหนึ่ง แต่อาไม่กลับเข้ามาโดยให้เหตุผลว่าไปป่วยอยู่ที่ไหนซักที่นึง ไม่แน่ใจว่าจะเป็นญี่ปุ่นหรือเปล่า ....อาไม่รู้เลยเหรอว่ามันควรจะเข้ามาอยู่ไทยเนี่ยยยยยย????????? ..ผมว่ามันจะไร้เดียงสาเกินไปนะก๊าบบบบ..

ดังนั้นนี่คือคำทำนายภายใต้เงื่อนไขว่า "การตรวจสอบที่กำลังทำอยู่ให้ผลสรุปสุดท้ายว่า..ทักษิณไม่มีความผิดฉกรรจ์" (คือถ้าจะเจอก็เจอความผิดเล็กๆ น้อยๆ เป็นความผิดโดยไม่ส่อทุจริต เอาง่ายๆ ถ้าคุณอาไม่ถูกยึดทรัพย์) ...มาดูซิว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง..

1. การตรวจสอบทรัพย์สินเสร็จสิ้นในสมัยรัฐบาลรักษาการ..ผลสรุปคือ "ไม่มีมูลความผิดพอที่จะยึดทรัพย์"

2. รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ร่างเสร็จ

3. เลือกตั้งและได้รัฐบาลชุดแรกของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

(คุณอาทักษิณกลับมาในประเทศภายหลังได้รัฐบาลใหม่)

4. รํฐบาลผสมกัดกันเอง ฮึ่มๆ จะยุบสภา

(คุณอาให้สัมภาษณ์นักข่าววิจารณ์รัฐบาลอย่างเป็นกลาง..นักข่าวถามถึงอนาคตทางการเมือง คุณอาบอกว่าเป็นเรื่องของอนาคต แต่ยังไม่ปิดประตูตัวเอง ถ้าประชาชนสนับสนุนผมก็พร้อมจะกลับมาอีกครั้ง, ในส่วนของหัวหน้าคณะฯ ก็ถูกนักข่าวดอดไปถามว่าคิดอย่างไรกับการที่คุณทักษิณจะกลับมา หัวหน้าคณะฯ ตอบว่าเป็นสิทธิที่เค้าจะทำได้ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง แล้วนักข่าวถามว่าท่านรู้สึกอย่างไรที่นายกฯ คนที่ท่านเคยปฏิวัติจะกลับมาเป็นนายกอีกครั้ง หัวหน้าคณะฯ ตอบว่า "ครั้งนั้นที่คณะปฏิรูปตัดสินใจยึดอำนาจก็เพราะสภาพบ้านเมืองตอนนั้นแบ่งเป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาล และฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลอย่างชัดเจน และเสี่ยงต่อความรุนแรง อีกทั้งการแทรกแซงจากมือที่สาม เราจึงต้องตัดสินใจทำอะไรซักอย่าง" นักข่าวถามว่าแล้วเรื่องการทุจริตในรัฐบาลสมัยนั้น? หัวหน้าคณะฯ ตอบว่า "เราก็ได้มีการตรวจสอบตามกระบวนการแล้ว ซึ่งผลก็ปรากฏดังที่พวกเรารู้ทราบกันแล้ว")

5. รัฐบาลผสมกัดกันจนอ่วม ฝ่ายค้านร่วมกระทืบ สื่อเสนอข่าวความระห่ำอย่างเมามัน ประชาชนเสพข่าวเพื่อหาข้อเสียของรัฐบาล

(อันนี้ไม่ได้เดา แต่เอาภาพในอดีตของเมืองไทยมาเล่าให้ฟัง..อดีตกะอนาคตเป็นแบบเดียวกันแหละ..เซร็งงงง)

6. อีกสามปีแก่ๆ หลังจากนี้ (ในวันที่ผมเตรียมฉลองวันครบรอบแต่งงานหนึ่งปีกะน้อง "ยุวนาถ" (ตามรูปที่แนบมา) - เอ่อ..อันนี้ออกจะเพ้อๆ หน่อยแฮะ) ก็เกิดการยุบสภา และจัดการเลือกตั้งใหม่ตามกรอบรัฐธรรมนูญ

7. คุณอาทักษิณได้เป็นรัฐบาลพรรคเดี่ยวอีกครั้ง

 

ถ้าเกิดการตรวจสอบทุจริตสามารถยึดทรัพย์คุณอาทักฯ ได้นะ.. โอเค ทุกอย่างจบผมผิดเอง.. แต่ถ้าการตรวจสอบไม่สามารถยึดอะไรได้เลย เจอแค่ความผิดที่ต้องเสียค่าปรับล่ะก็.. พนันกันเลี้ยงโออิชิแกรนด์เลย..สองรอบวันเดียว ทั้งกลางวัน ทั้งเย็น

 

นี่หล่ะถึงจะต้องช่วยกันตอบให้ได้ว่า "ถ้านายกคนต่อไปเป็นเหมือนทักษิณเราจะทำยังไงดี?" ..พวกที่กำลังดีใจกับการปฏิวัติเนี่ยอย่าเพลินเชียว เพราะการปฏิวัติจริงๆ แล้วก็เลวร้ายพอๆ กับการโกงนั่นแหละ ..ทั้งคนโกง ทั้งคนปฏิวัติ ก็ทำผิดทั้งคู่ ถ้าดีใจที่การปฏิวัติมาขับไล่คนโกง..ก็เหมือนการสรรเสริญที่มีโจรมาขับไล่โจร ..วิถีประชาธิปไตยควรดำเนินไปตามกติกาที่จัดไว้ ถ้าเห็นดีเห็นงามกับการทำนอกกรอบ ต่อไปมันก็เกิดอีก แล้วก็เกิดอีก..สุดท้ายไม่มีอะไรดีขึ้น ..ฝั่งนึงขี้โกงต่างกรรมต่างวาระ..โกงจนรวย..ศาลพิพากษาจำคุกไปสองร้อยกว่าปี.. อีกฝั่งนึงทำผิดข้อหากบฏล้มล้างรัฐธรรมนูญ ถูกพิพากษาประหารชีวิต..ถวายฏีกา แล้วได้รับการโปรดเกล้าอภัยโทษเนื่องจากไม่ได้ก่อการสูญเสียชีวิต ศาลลดโทษตายให้เหลือจำคุกตลอดชีวิต

 

..เห็นมั้ยว่าถ้ามองผ่านกติกาที่สังคมเราใช้ทั้งสองฝั่งน่ะไปนอนในคุกจนตายทั้งคู่แหละ..

 

อย่าทำตัวเหมือนคนโง่ที่รอให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นเอง เปลี่ยนนายกฯ ไปเรื่อยๆ มันไม่ทำให้อะไรดีขึ้นหรอก พฤติกรรมนี้ถ้าเปรียบพฤติกรรมในโต๊ะอาหาร ก็เหมือนกับการขอให้คนอื่นช่วยหยิบช้อนให้.. แล้วพอเค้าส่งช้อนด้านไหนมา ก็จับหมับแล้วก็ตักของกิน.. เค้าส่งด้ามให้ก็ดีไป..ใช้ด้านตักๆ กิน.. แต่ถ้าเค้าส่งด้านตักมาให้..ก็คว้าหมับ แล้วก็ใช้ด้ามตักกิน..แล้วก็บ่นๆๆ แล้วก็ทิ้งลงพื้นแล้วหาช้อนใหม่.. ซ้ำซาก..

 

ที่มันเข้าท่าก็คือถ้าสิ่งที่เค้าส่งมาเป็นช้อน (เปรียบเหมือนกับการเลือกตั้งแล้วได้คนที่ดีที่สุดในบรรดาตัวเลือกต่างๆ เป็นนายกฯ) ..แต่ว่าส่งมาผิดด้าน (คือ..ไอ้ที่ว่าดีที่สุดเนี่ยมันก็ยังทุจริต) ..ก็กลับด้านช้อนซะ (คือ..หาทางควบคุมโอกาสการทุจริต) ..ไม่ใช่ทิ้งช้อนลงพื้น (ปฏิวัติ, เลื่อยขาเก้าอี้, ป่วนสภา, เยิ้วๆ นอกสภา ปิดถนนให้รถติด) ..ถ้าทำอย่างนี้ได้แล้วก็จะฉลาดขึ้นเรื่อยๆ.. ต่อไปไม่ว่าจะส่งมาท่าไหน ก็จะพลิกใช้ด้านที่ถูกต้องเป็น..ไม่ใช่จับทิ้งๆ ดักดานกันอย่างนี้

2006/9/20

ใครดีใจกับการที่ทหารปฏิวัติยกมือขึ้นนนนนนน

เอ้าาาาา..ยกมือแล้วคลานมานี่เลย..แล้วมาเอารางวัลปายยย..เอาหญ้าไปกิน
แล้วระหว่างเคี้ยวเอื้องอยู่ก็ลองใช้สมองคิดไปด้วยว่า..
"ถ้าบังเอิญนายกฯ คนต่อไปก็เป็นคนอย่างทักษิณ แล้วจะทำยังไง?"
 
ถ้าตอบว่า "ขับไล่ออกไป" ..ก็เยี่ยมยอดเลย..ไม่ต้องกินหญ้าแล้ว พัฒนาขึ้นไปอีกระดับ..
สมองที่ทำงานปรู๊ดปร๊าดระดับนี้ไม่มีเวลาเคี้ยวเอื้อง ย่อยหญ้า และสันดาบพลังงานจากคาร์โบไฮเดรทแน่ๆ
อัจฉริยะตัวเขืองไม่ต้องการหญ้าแล้ว ต้องการเพียงเลือดสดๆ เท่านั้น..คลานมานี่เลยยย..แล้วเอาเข็มฉีดยาปายยยย
แล้วให้เอาเข็มที่ได้ไปทิ่มตูดไอ้พวกที่กินหญ้าอยู่..ดูดเลือดออกมาแล้วก็กรอกปากซ้าาาา
ย่อยเลือดไปก็ใช้สมองเท่าที่มีคิดอีกที
"ถ้าบังเอิญนายกฯ คนต่อไปก็เป็นคนอย่างทักษิณ แล้วจะทำยังไง?"
 
ถ้าตอบว่า "ขับไล่ออกไป" ..ก็เยี่ยมยอดเลย..ยูเรก้า..ไม่ต้องกินเลือดแล้ว พัฒนาขึ้นไปไกลอีกระดับ..
สมองที่ทำงานได้จ๊วดๆๆระดับนี้แม้จะใช้เลือดก็ชะรอยว่าจะไปบำรุงสมองไม่ทัน..โครงสร้างมันซับซ้อนย่อยไม่ทันใจ
ยอดวิญญูระดับนี้ต้องการเพียงสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กๆ โครงสร้างง่ายๆ เท่านั้น..กระดื๊บมานี่เลยยย..มาเอาแกงเกลียไปใช้
แล้วแหวกว่ายไปตามโลกที่กว้างใหญ่เล้ยยยย..ไปหาของย่อยง่ายๆ กินเอาล่ะกัน
ระหว่างที่เขมือบสิ่งมีชีวิตย่อยง่ายอยู่ก็ถ้ายังพอจะคิดอะไรออกจากภูมิปัญญาแบบรีเฟล็กซ์ก็ลองคิดอีกที
"ถ้าบังเอิญนายกฯ คนต่อไปก็เป็นคนอย่างทักษิณ แล้วจะทำยังไง?"
 
ถ้าตอบว่า "ขับไล่ออกไป" ..ก็เยี่ยมยอดเลย..ยูเรก้า..บราโว่..ไม่ต้องเปิบจุลชีพย่อยง่ายอีกแล้ว พัฒนาขึ้นไปสุดกู่ละ..
ภูมิปัญญาแบบนี้ต้องได้รับพลังงานหล่อเลี้ยงโดยตรงจากสารอาหารละ..แดกแล็คโตสกันดีกว่า
..มามะ มามะ มาซะดีๆ..คะแน้บ คะแน้บ มาเอาขวดเอ็มไซม์ปายยย
ในระหว่างที่ย่อยแล็คโตส และแบ่งเซลล์อยู่เพลินๆ ถ้าเวลาเหลือคิดก็ให้คิดอีกที
"ถ้าบังเอิญนายกฯ คนต่อไปก็เป็นคนอย่างทักษิณ แล้วจะทำยังไง?"
 
ถ้าตอบว่า "ขับไล่ออกไป" ..ก็เยี่ยมยอดเลย..ยูเรก้า..บราโว่..คองเกรจูเลชั่นส์..ไม่ต้องไปไหนแล้ว สุดทางแล้ว
พลังแล็คโตสได้พาพี่ๆ มาสุดทางแล้ว..แล็คโตจีเนียสไม่ต้องพัฒนาอีกแล้ว
ทางคณะกรรมการอาหารและยาอนุญาตให้พี่แบ่งตัว ณ อุณหภูมิ 25-70องศาฯ ต่อไปอย่างมีความสุข
..จนได้เวลาอันเหมาะสม แล้วผมจะเปิบพวกพี่แกล้มฟรุ้ตสลัด หรือปั่นผสมเยลลี่เอง
..พวกพี่ก็ย้ายบ้านไปอยู่ในลำไส้ใหญ่ผมละกานนนน...ไปแบ่งตัวกันให้เปรมเลยคร้าบบบ
แล้ววานช่วยกำจัดเชื้อไม่พึงประสงค์ และสนับสนุนการขับถ่ายผมด้วย
 
นี่ดีใจกับคนไทยทุกๆ คนนะเนี่ย ที่คำถามถามว่า "ถ้าบังเอิญนายกฯ คนต่อไปก็เป็นคนอย่างทักษิณ แล้วจะทำยังไง?"
..ถ้าคำถามเปลี่ยนเป็น.."ถ้าบังเอิญนายกฯ คนต่อไปก็เป็นคนอย่างชาติชาย แล้วจะทำยังไง?"
โอยยย..ไม่อยากจะคิด...ป่านนี้ทุกๆ ครั้งที่กระดกยาคูลท์ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องเสียเลือดเสียเนื้อคนไทยไปเท่าไหร่
 
เอ้าครับ..มองโลกในแง่ดี อย่างน้อยคำถามกวนทีนก็ถามว่าถ้าคนต่อไปเป็นแบบทักษิณน่า
คิดซะว่ายังมีเวลาชิมอาหารแปลกๆ อีกนาน จนผมตายแล้วก็อาจจะยังไม่ได้จิบ "แล็คโตไทยทัส" เลยก็ได้
(แหม..แต่กลัวว่าจะได้อยู่ทันเปิบจริงจริ้งงงง ..ฟรุ้ตสลัดพร้อม เยลลี่พร้อม..โย่ว)
 
ในฐานะประชาชนของโลกคนหนึ่ง ขอเป็นกำลังใจให้คนไทยทุกๆ คนคร้าบบบ
2006/7/11

เบื่อวิธีการมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนไทย

ตั้งแต่เด็กยันโตไม่เคยเห็นคนไทยพอใจนายกคนไหนเลย ทำตัวเหมือนกบเลือกนาย เดี๋ยวนายกใหม่มาก็หาเรื่องไล่อีกจนได้หล่ะ
 
สมองระดับคนไทยก็พอใจที่จะทำแค่การจดจ่อเพื่อดูว่าคนๆ หนึ่งมีความเลวตรงไหนบ้าง พอเจอความเลวแล้วก็เคลื่อนไหวขับไล่ นอกจากวิธีนี้แล้วคนไทยทำอย่างอื่นไม่เป็น (ก็สมองมีแค่นี้) ชะรอยว่าประเทศนี้จะยังไม่เหมาะกับระบอบประชาธิปไตย (สมองแค่นี้จะเอาสิทธิอะไรกันนักหนา)
 
นายกทุกคนที่เข้าบริหารประเทศถูกขับไล่ และก่นด่าไม่เว้น คนไทยนิยมที่จะใช้สิทธิในระบอบประชาธิปไตยในการวิจารณ์ ก่นด่า และขับไล่ แต่ไม่หาทางใช้สิทธิในการมีส่วนทำงาน และตรวจสอบ แทนที่จะเยิ้วๆ ขับไล่อย่างเอาเป็นเอาตาย ทำไมไม่เยิ้วๆ เพื่อจะทำให้มีส่วนในการตรวจสอบ หรือสร้างสรรค์ช่องทางใหม่ๆ เพื่อเข้าร่วมดูแลกระบวนการทำงานของรัฐฯ หรือหน่วยงานของรัฐ ที่ตนสงสัย หรือตนคิดว่ามันส่อเค้าว่าจะมีบางอย่างที่ไม่โปร่งใส ..หรือทำอย่างอื่นๆ ที่ทำให้สิ่งต่างๆ แตกต่างจากสิบๆ ปีที่ผ่านมา ที่มีแต่การขับไล่ หรือการปฏิวัติ
 
ประชาธิปไตยในมือคนไทยเหมือนกับเงินสดที่อยู่ในมือคนติดยา ย่อมคาดหมายได้แน่นอนว่าจะต้องเอาเงินในมือไปซื้อยาเสพ เพราะไม่มีความรู้พอที่จะคิดว่าของที่อยู่ในมือทำอะไรได้อีกมากมายนอกจากการซื้อสิ่งเสพติด ประชาธิปไตยในมือคนโง่ๆ อย่างคนไทย ก็คาดหมายได้แน่นอนว่าจะถูกใช้ในการส่งเสียงปาวๆ ขับไล่ เป็นวงจรอุบาทว์ซึ่งเริ่มจาก
 
1. เลือกสรรคนเข้ามานั่งตำแหน่งผู้นำ
2. หาข้อเสียของสิ่งที่มี
3. พอเจอข้อเสียแล้วก็ใช้สิทธิที่มีขับไล่
4. หาคนใหม่เข้ามานั่งที่เดิม
 
สี่ข้อข้างบนวนเวียนมาเป็นเวลา 70 กว่าปีแล้ว และจะดำเนินอย่างนี้ต่อไป ไม่มีทางที่จะทำอะไรได้ดีกว่านี้ เพราะความรู้คนไทยมีแค่นี้จริงๆ ไม่เคยคิดว่าจะเข้าสู่วงจรเพื่อการพัฒนา เช่น
 
1. เลือกสรรคนเข้ามานั่งในตำแหน่ง
2. หาข้อดี หรือจุดแข็งของคนที่มี พร้อมๆ กับการหาข้อเสีย และโอกาสการทำทุจริต
3. ใช้สิทธิที่ตัวมีสร้างกระบวนการควบคุมข้อเสียเหล่านั้น
4. จนกระทั่งถึงเวลาหาคนมานั่งในตำแหน่งใหม่ ก็เอาสิทธิและเสียงเป็นเครื่องต่อรองเพื่อให้ได้ตัวเลือกที่ดี และเหมาะสมที่สุดมาทำงาน (แล้วก็เข้าสู่วงจรของการหาข้อดี และข้อเสียเพื่อทำการควบคุมอีกครั้ง)
 
วงจรอุบาทว์ของคนไทยที่ได้กล่าวไปแล้ว ถ้าเอาไปเปรียบกับครอบครัวครอบครัวนึงที่ต้องการจะมีลูกสืบสกุลก็คงจะน่าขันดี กล่าวคือ อุปมาสังคมไทยที่ต้องการจะมีนายกดีๆ ด้วยชายหญิงคู่นึงซึ่งแต่งงานกัน แล้วก็มีความต้องการที่จะมีทายาทดีๆ วิธีการของชายหญิงคู่นี้ก็ออกจะแปลกซักหน่อย คือพอภรรยาคลอดบุตรออกมาแล้วก็จะเลี้ยงดูไปซักพัก จากนั้นทั้งสามี และภรรยาจะช่วยกันจับผิดทายาทที่เพิ่งเกิดขึ้นมา แล้วพอเห็นข้อเสียของทายาทของตนแล้วก็จะเอาขี้เถ้ายัดปาก แล้วก็ทำลูกกันใหม่ โดยหวังว่าจะให้กำเนิดคนที่เป็นคนดีอันพึงประสงค์ แต่จนแล้วจนรอดทายาทคนแล้วคนเล่าของชายหญิงคู่นี้กก็ถูกเอาขี้เถ้ายัดปากบ้าง จับถ่วงน้ำบ้าง เอารถทับบ้าง ทำให้อดอาหารตายบ้าง ..ท้ายสุดแล้วสิ่งที่ชายหญิงคู่นี้ถนัดคือความสามารถในการหาจุดบกพร่องของลูกตัวเอง และพรสวรรค์ที่จะรังสรรค์การตายหลายรูปแบบให้กับลูกคนแล้วคนเล่าของตัวเอง
 
ปาเข้าไปจนอายุ 70 กว่าปีวันนึงคู่สามีภรรยาดังกล่าวก็เกิดท้อใจว่าทำไมตัวไม่สามารถให้กำเนิดทายาทที่สมบูรณ์แบบขึ้นมาได้ จึงไปขอเทวดาประทานทายาทที่สมบูรณ์แบบมาให้ตัว สองคนเฝ้ากราบกรานขอครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เทวดาก็ไม่ประทานสิ่งใดมาให้.. คำถามคือ..สมมุติว่าเทวดาประทานลูกให้จริงๆ ความหวังของชายหญิงคู่นี้จะเป็นจริงมั้ย? คำตอบคือ "ไม่เป็นจริง" เพราะภายหลังจากที่ชายหญิงคู่นี้ให้กำเนิดลูกที่เทวดาประทานให้แล้ว แม้ทั้งสองคนจะละเว้นการจับผิด และไม่ฆ่าทายาทก็เป็นเพราะความงมงายที่เชื่อว่าลูกที่ได้มาจากเทวดานั้นเป็นคนดีสมบูรณ์แบบ แต่ปัญหาก็คือหญิงชายคู่นี้ก็ยังไม่มีปัญญาอบรมสั่งสอนลูกอยู่ดี เพราะตลอดระยะเวลาสิบๆ ปีที่ผ่านมา คู่ๆ นี้ไม่เคยพัฒนาทักษะในการเลี้ยงลูกเลยแม้แต่น้อย ต่อให้ลูกเทวดาที่ได้มาจะไม่ออกนอกลู่นอกทางเป็นโจรไปซะก่อนด้วยเหตุที่ไม่มีพ่อแม่อบรมสั่งสอน ไอ้เด็กเทวดาคนนั้นก็ต้องถึงวันที่จากอ้อมอกพ่อแม่ไปอยู่ดี ..แล้วสิ่งนี้สร้างความแตกต่างอะไรขึ้นบ้าง?? ..สุดท้ายหญิงชายคู่นี้ก็ต้องแบกหน้าไปขอลูกคนใหม่จากเทวดา เพราะจะทำลูกขึ้นเองก็ไม่พ้นวงจรอุบาทว์เดิมๆ ..เมื่อเป็นดังนี้ต่อให้อายุผ่านไปเป็นร้อยปีชายหญิงคู่นี้ก็จะยังคงย่ำอยู่กับที่ด้วยการ "ทำลูก" "จับผิด" และ "ฆ่าทิ้ง" สลับกับการ "ขอลูกจากเทวดา" ไปเรื่อยๆ ไม่สามารถพัฒนาไปไหนได้เพราะตลอดชีวิตไม่เคยพัฒนาทักษะในการอบรมสั่งสอนเด็กเลย
 
ฉะนั้นคนไทยโง่ๆ ที่คิดว่าตัวเองฉลาดที่มองเห็นข้อเสียมากมายของคนๆ หนึ่ง แล้วที่คิดว่าตัวเองทำตัวในฐานะผู้ที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างสมบูรณ์เมื่อออกมาเรียกร้องขับไล่ไอ้คนๆ นั้นออกไป จงรู้ไว้เถิดว่าการกระทำโง่ๆ เหล่านี้จะไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงใดๆ เพราะท้ายที่สุดก็จะมีคนที่มีข้อเสียอยู่ไม่มากก็น้อย เข้ามานั่งในตำแหน่งที่เพิ่งขับไล่กันออกไปอยู่ดี ซึ่งก็จะไปกระตุ้นให้พฤติกรรมโง่ๆ ในวงจรอุบาทว์ของคนไทยเริ่มขึ้นอีกครั้ง
 
เชื่อว่าตามกระแสสังคมขณะนี้ความเขียนตามที่อยู่ข้างบนนี้ถ้าคนที่ต้องการขับไล่นายกได้อ่าน ก็ต้องตีตราผู้เขียนว่าเป็นผู้นิยมในตัวนายก ทั้งที่จริงแล้วผู้เขียนเป็นผู้หนึ่งที่ไม่สนับสนุนการมานั่งในตำแหน่งนายกของนายกคนนี้อย่างยิ่ง แต่ด้วยความเป็น "ประชาชนมืออาชีพ" ความคิดเห็นซึ่งไม่สนับสนุนดังกล่าวจึงจบลงหลังจากกระบวนการเลือกตั้งเสร็จสิ้น เพราะผู้เขียนถือว่าหลังการเลือกตั้งเป็นที่ยุตินั่นแสดงว่ากระบวนการคัดสรรได้จบสิ้นไปแล้ว หลังจากนั้นเป็นเรื่องของการทำงานที่ต้องร่วมมือกันเป็นทีมเพื่อให้ประเทศดำเนินไปข้างหน้า ซึ่งผู้เขียนในฐานะประชาชนคนหนึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งในทีมนั้นและมีหน้าที่ที่จะร่วมทีมในการทำงานกับหัวหน้าทีมที่มาจากการเลือกจากประชาชน โดยไม่เกี่ยวกับความรู้สึกที่ว่า "ชอบ" หรือ "ไม่ชอบ" เพราะโอกาสในการคัดเลือกได้ผ่านไปแล้ว และนี่เป็นเวลาของ "การทำงาน" ไม่ใช่ "การคัดเลือก" ..ตราบจนการเลือกตั้งครั้งหน้ามาถึงทุกอย่างค่อยว่ากันใหม่..
 
** สำหรับพวกที่ชอบฟอร์เวิร์ดเมล์ของข่าวเชิงลบโดยมีเจตนาที่จะสร้างกระแสขับไล่นายกออกจากตำแหน่ง พึงรู้ไว้เลยว่านั่นไม่ใช่หน้าที่ของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ถ้าประสงค์จะใช้ช่องทางอินเตอร์เน็ตในการมีส่วนร่วมในประชาธิปไตยก็ควรจะใช้เพื่อชี้จุดบกพร่องในการทำงานของรัฐฯ หรือหัวหน้ารัฐบาล แล้วก็ควรจะเสนอวิธีการ หรือ "จินตนาการ" ที่ประชาชนจะเข้าไปมีส่วนร่วมแก้ไข เสนอมาเถอะจะเป็นไปได้ยากแค่ไหนก็เสนอมาได้ เพราะมันอาจจะจุดประกายให้เกิดการเคลื่อนไหวของประชาชนในการ "หา" หรือ "สร้างช่องทางใหม่ๆ" เพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ แล้วข้อมูลประเภท ข่าวลือเพื่อสร้างความเกลียดชัง, คำวิจารณ์ว่าไอ้คนนี้เหลี่ยมจัดเพราะหน้ามันเหลี่ยม, เชี่ยนั่นกินข้าวมื้อละหมื่น ฯลฯ ข้อมูลทำนองนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงาน และไม่มีส่วนทำให้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของพวกเราเจริญขึ้น แต่ถ้ายืนยันจะส่งกันต่อก็ส่งไป แต่ผู้เขียนก็ยังยืนยันว่าผลที่ได้คือกระแสความเกลียดชังไม่ใช่ความเจริญก้าวหน้าของระบอบประชาธิปไตย **
 
คนไทยสมควรเปลี่ยนแปลงวิธีการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยของตนเอง ที่ทำๆ กันมา 70 กว่าปีเนี่ยมันเหมือนกับ "กบเลือกนาย" สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกใดๆ ให้เกิดขึ้น เพราะสิ่งที่คนไทยพัฒนาจนเข้มแข็งคือ "กระบวนการขับไล่" ไม่ใช่ "กระบวนการควบคุม ตรวจสอบ และกำจัดโอกาสการทุจริตในการทำงาน"
2006/6/15

"สรวมชีพบพิตร ทรงสถิตย์สุขสราญ"

ชื่อหัวข้อมาจากเนื้อเพลง "จุฬาฯ บัณฑิต" เป็นเพลงเก่าที่จะเปิดในวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาพระราชทานปริญญาบัตร ซึ่งปีนึงก็จะได้ยินเพลงนี้แต่เฉพาะในเทศกาลรับปริญญาเท่านั้นหล่ะ โดยในปี 2539 นั้นในหลวงยังคงเสด็จมาพระราชทานปริญญาบัตรด้วยพระองค์เองอยู่ เพลงนี้จึงเป็นเพลงนึงที่เปิดกระจายเสียงเพื่อสร้างบรรยากาศภายในงาน รวมถึงขณะที่รอเวลาเสด็จอยู่ภายในหอประชุมฯ ก็ได้มีกลุ่มนักร้องประสานเสียงจุฬาฯ เข้ามาขับร้องเพลงมหาวิทยาลัยให้บัณฑิตฟังด้วย และเพลงจุฬาฯ บัณฑิตก็คือเพลงสุดท้ายที่ขับร้อง ..พอฟังแล้วน้ำตาจะไหล(จริงๆ ก็ไหลนั่นแหละ) เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะได้รับปริญญา (..อย่างน้อยก็ในปีนั้น)
 
ในเทศกาลฉลองสิริราชสมบัติฯ นี้ก็อยากจะนำเพลงนี้มาแสดงไว้ในบลอก เนื้อหาก็ไม่ซับซ้อนอะไรมาก เพลงจังหวะวอลท์ซเพลงนี้บอกเรื่องราวว่า..เหล่าบัณฑิตจุฬาฯ ต่างมาอยู่รวมกันในวันรับพระราชทานปริญญาบัตร โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ เสด็จมาพระราชทานปริญญาบัตรให้กับข้าพเจ้า (ดนู=ข้าพเจ้า) ข้าพเจ้าจักเป็นคนที่อยู่ในธรรม ข้าพเจ้าทุกคนพร้อมพลีกาย และพลีชีวิตเพื่อรับใช้ชาติตราบจนวันตาย ขอให้คุณพระศรีรัตนตรัยจงประทานพรแด่มวลหมู่มิตรทั้งหลาย จุฬาฯ จะเจริญสืบไปนั้นก็ด้วยความสามัคคีในหมู่เรา ผองข้าพเจ้าทุกคนปฏิญาณว่าจะพลีตนเพื่อให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีความสุข ความสำเร็จอันบังเกิดขึ้นนี้ก็ด้วยอำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และพระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ..
 

 
จุฬาฯ บัณฑิต

ฤกษ์งามยามนี้ เราน้องพี่เผ่าจุฬาฯ
บัณฑิตมาพร้อมหน้าร่วมสามัคคี
ในวันปริญญาเกียรติจุฬาฯ รับครั้งนี้
พระองค์ภูบดีภูมิพล

พระราชทานปริญญาสู่ดนูครอง
จักปองประพฤติธรรมทุกชั้นกมล
พลีกายพร้อมรับใช้ชาติพลีชนม์
เพื่อไทยพร้อมพลีทุกคน
จวบจนชีวิตมลาย

กราบวอนไตรรัตน์อวยสวัสดิ์พรพิพิธ
แด่มวลสุมิตรมิ่งทั้งหญิงทั้งชาย
จุฬาลงกรณ์จักขจรยศขยาย
นั้นโดยเราบ่วายสามัคคี

สรวมชีพบพิตร ทรงสถิตย์สุขสราญ
ปฏิญาณผองดนูทุกผู้พลี

อันไตรรัตน์พิพัฒน์งามทวี
เดชะพระบารมี สวัสดีดลชัย ชโย
2006/3/26

ประสบการณ์เหนือจริงของข้าพเจ้า!!!..อาร์กกกกกกกกก

วันนึงขณะเปิด msn ก็มีป๊อปอัพโผล่ขึ้นมาบอกว่าชื่อของข้าพเจ้าถูกแอดโดยคนๆ นึง ซึ่งเมื่อดูแล้วก็พบว่าเป็นชื่อที่คล้ายกับชื่อเพื่อนสนิทของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงแอดเขาเข้าลิสต์ และอนุญาตให้เขาเห็นข้าพเจ้าได้
 
จากนั้นคนๆ นั้นก็ขึ้นมาในออนไลน์ลิสต์ แล้วก็ทักข้าพเจ้าอย่างคุ้นเคย เราก็คุยกันอยู่พักใหญ่ๆ แล้วคนๆ นั้นก็อินไวท์ข้าพเจ้าให้คุยกันผ่านกล้องวีดีโอ ข้าพเจ้ากับเขาจึงได้สนทนากันผ่านทางนั้น การคุยกันระหว่างข้าพเจ้ากับเขาดูเผินๆ ก็เหมือนการคุยกันอย่างปรกติเหมือนที่เคยๆ คุยกันมา  แต่สิ่งที่ผิดปรกติก็คือการโต้ตอบของเขาเหมือนกับเป็นการโต้ตอบที่ท่องจำมา พูดง่ายๆ ก็คือการสนทนาของคู่สนทนาของข้าพเจ้าในวันนั้นดูไม่เป็นธรรมชาติ
 
เมื่อเราคุยกันได้ซักประมาณ 45 นาที คู่สนทนาของข้าพเจ้าก็เริ่มทำตัวแปลกๆ ราวกับว่าหายใจไม่สะดวก เนื้อตัวของเขาสั่นเทา ดวงตาเบิกโพลงและส่องสายไปทุกทิศทาง และข้าพเจ้าก็ได้ยินมีเสียงคำรามกึ่งครางอยู่ในลำคอ... จากนั้นสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น!!!....
 

 
ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าสิ่งที่ติดต่อกับข้าพเจ้าในคืนนั้นเป็นอะไร และมีจุดประสงค์ใดในการเลือกข้าพเจ้าไปเป็นคู่สนทนา เพราะหลังจากคืนนั้นข้าพเจ้าก็ไม่ได้เจอกับ "สิ่งนั้น" อีกเลย ..และนี่ก็คือภาพของการสนทนาในคืนนั้นที่ข้าพเจ้าบันทึกไว้ได้
2006/2/14

อัลบั้ม - ดากานดาเห็นภาพ "นางแก้ว"

อุดหนุน DVD เป็นที่เรียบร้อยแล้ว..เลยเก็บภาพในซีนที่ประทับใจมาโชว์กัน (คุ้มค่าควรแก่การสะสมมากๆ ครับ เชิญชวนให้ซื้อ และสนับสนุนของแท้ 274 บาทเท่านั้น มีสองแผ่น เป็นแผ่นหนัง และแผ่นเบื้องหลัง แผ่นหนังว่าสนุกแล้ว แผ่นเบื้องหลังกลับสนุกไม่แพ้กันเลย)
 

 
..เป็นซีนท้ายๆ เรื่องที่เคยพูดถึง..
 
ดากานดาเปิดดูสมุดวาดภาพที่ได้รับมาจากพัสดุที่ไข่ย้อยส่งมาให้ และเห็นภาพของตัวเองในชุดนางแก้ว จึงทำให้เธอรู้ว่าระหว่างเขากับเธอมี "เวลาที่เสียไป" นานมาก..นานพอๆ กับ "เวลาทั้งหมด" ที่เธอกับเขารู้จักกัน
 

 
คำแนะนำ: เปิดแบบสไลด์โชว์ ใช้ความเร็วที่สูงเล็กน้อย ประมาณ 70-75% ของ speed bar, เริ่มเล่นสไลด์พร้อมกับเปิดเพลงประกอบ (ของซีนนี้จริงๆ) ตรง windows media player ด้านซ้ายมือ.. //ถือซะว่าเป็นการดูแก้ขัดสำหรับทุกท่านที่อยู่ต่างแดน ซึ่งยังไม่มีโอกาสได้สัมผัสของจริง
2006/2/11

มีแต่ช็อคโกแลต..แต่ก็จะให้

"..สตรอเบอรี่น่ะไม่มี ..มีแต่ช็อคโกแลต..แต่ก็จะให้ ..มีปัญหาหรือเปล่า?.."
 
 
...กึ๋ยยย... ก็ได้ครับพี่..จะว่าไงก็ว่าตามกันฮะ...ผมก็กลัวๆ ว่าจะโดนพี่ตื้บอยู่เนี่ยฮะ
2006/1/21

T.U. BOOM

Weeeeeeeeeeeeed… Boom!!!
Hure Hure Hure Ha Ha
Hura Hura Hura Hey Hey
Qu'est - Ce Qui? Thammasat
Je Veux Dire T.U.
Loseeeeeeee

CU ชนะ 2-0 ค้าบบบบบบบบบบบ
(แหมจะบอกว่าจุฬาฯ ชนะ 2-0 ก็ดูหักหาญเกิน เอาเป็นว่า  ธรรมศาตร์ แพ้ 0-2  ก็แล้วกานนน)

2006/1/17

หมอกลงแล้ว ฤดูหนาวจากไปแล้ว

ช่วงเช้าเมื่อ 2-3 วันที่แล้วแถวบ้านหมอกลงจัดมาก โดยปรกติท่านว่าเป็นสัญญาณที่บอกถึงการสิ้นสุดของอากาศหนาว  ประมาณว่า "..หย่อมความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนที่พัดปกคลุมทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนืออ่อนกำลังลง ทำให้หย่อมความกดอากาศต่ำหรือมวลอากาศร้อนจากทางตอนใต้แผ่อิทธิพลขึ้นมาปกคลุมตอนกลางของประเทศ สภาพเช่นนี้จะทำให้กรุงเทพมหานครมีหมอกในตอนเช้าโดยจะมีหมอกจัดในบางพื้นที่ อุณหภูมิจะสูงขึ้น 2-3 องศาเซลเซียส ฯลฯ.."  ..ก็นั่นแหละ เป็นสัญญาณที่บอกว่าฤดูหนาวจากไปแล้ว..อากาศเย็นๆ ที่เคยรอมาทั้งปีกำลังพัดจากไปแล้ว

 

ฤดูหนาวมีความงดงามอยู่หลายๆ อย่าง ชนิดที่ฤดูอื่นๆ เทียบไม่ติด ที่เห็นชัดๆ ก็อาทิเช่น ลมหนาว และท้องฟ้าหน้าหนาว

 

ในช่วงต้นฤดู เวลาที่ลมหนาวเริ่มพัดมามันจะให้ความรู้สึกที่โล่งๆ โปร่งๆ จนอยากสูดอากาศเข้าไปให้เต็มปอด จะว่าไปแล้วลมฝนก็ให้ความรู้สึกสดชื่นได้เหมือนกัน เย็นๆ ชื้นๆ มีกลิ่นหอมนิดๆ แต่ก็สู้ลมหนาวไม่ได้เพราะมันจะพัดมาสักเพียงชั่วครู่แล้วฝนก็จะตก ส่วนลมร้อนนั่นไม่ต้องเอามาเปรียบกันเลย ทั้งตัน ทั้งหนัก แค่มาปะทะหน้าก็รู้สึกท้อ พอสูดแล้วพานจะเหนื่อยเอา

 

เสียงลมฤดูต่างๆ เวลาที่พัดเข้าไปในกอไผ่ก็แตกต่างกัน ไม่แน่ใจว่ามันแตกต่างกันจริงๆ หรือเป็นเพราะระดับความชุ่มชื่นใจที่แตกต่างกัน ที่ทำให้เรารับรู้ว่าเสียงไผ่เมื่อต้องลมฤดูต่างๆ นั้นมันแตกต่างกัน เช่นเมื่อลมร้อนโย้ไผ่กอใหญ่ที่อยู่นอกรั้วหมู่บ้าน มันจะให้เสียงหนักๆ เป็นห้วงกว้างๆ ฟังแล้วให้ความรู้สึกเหนื่อยระคนระอา ส่วนลมฝนเวลาที่พัดกอไผ่ ก็จะทำให้เกิดเสียงเป็นห้วงๆ เหมือนกัน แต่จะมีเสียงลำต้นไผ่กระทบกัน และมีเสียงออดๆแอดๆ ประกอบอยู่ด้วย เมื่อฟังเคล้ากับกลิ่นชื้นๆ ทำให้รู้สึกท้อไม่อยากคิดอะไรต่อ  แต่เสียงของลมหนาวซึ่งพัดกอไผ่นั้น เป็นเสียงที่ระยิบระยับ มาเป็นช่วงยาวๆ ค่อนข้างต่อเนื่อง มีเบามีหนักสลับบ้างในที ทั้งสดชื่น ทั้งเหงา

 

..เป็นได้ทั้งความเหงาที่สดชื่น และความสดชื่นที่เหงา..

 

ความงดงามอีกอย่างของฤดูหนาวก็คือท้องฟ้า คงเป็นเพราะความชื้นในอากาศที่น้อย เลยทำให้ท้องฟ้าหน้าหนาวเป็นท้องฟ้าที่สะอาด ไม่ค่อยมีเมฆ โดยเฉพาะในเวลากลางคืนก็สามารถจะมองเห็นพระจันทร์ที่ผ่องที่สุดได้ในฤดูนี้ และอีกสิ่งหนึ่งที่สดใสไม่แพ้กันก็คือดาว  ..ในคืนไร้จันทร์ท่ามกลางท้องฟ้าฤดูหนาว.. ดวงดาวที่อยู่บนนั้นจะสดใสตามกำลังของมันมากน้อยแตกต่างกันไป เมื่อประกอบกับอากาศที่เย็นทำให้การดูดาวในฤดูนี้มีชีวิตชีวามากกว่าฤดูอื่น..

 

ยามดึกบนท้องฟ้าหน้าหนาวจะมีดาวอยู่ชุดหนึ่ง ที่มีชื่อว่า "สามเหลี่ยมฤดูหนาว" ซึ่งดวงแรกอยู่ในกลุ่มดาวเต่า คือดาวดวงที่เป็นขาหน้าซ้ายของเต่า ดวงต่อมาคือดาวที่ชื่อว่าดาวซีรีอุสซึ่งมีสีออกฟ้าๆ ดาวดวงนี้เป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดบนท้องฟ้า ดวงสุดท้ายเป็นดาวดวงหนึ่งชื่อโพรซีออนอยู่ในกลุ่มดาวที่ฝรั่งเรียกว่ากลุ่มดาวหมาเล็ก ดาวทั้งสามดวงจะอยู่กันเป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า และที่ได้ชื่อว่าสามเหลี่ยมฤดูหนาวก็เพราะสามเหลี่ยมนี้จะมีให้เห็นในตอนกลางคืนของฤดูนี้ นอกจากความเป็นสามเหลี่ยมด้านเท่า สิ่งที่ทำให้สามเหลี่ยมฤดูหนาวมีเสน่ห์ก็คือเมื่อฟ้ามืดสนิท เราจะเห็นกลุ่มของดวงดาวที่มากมายราวริ้วหมอกพาดผ่านเข้าไปในสามเหลี่ยมนี้ กลุ่มริ้วดวงดาวนั้นก็คือสิ่งที่เรียกว่า "ทางช้างเผือก"

 

..ฟ้าที่ใส และอากาศที่เย็น คือสิ่งที่ทำให้ภาพทางช้างเผือกในสามเหลี่ยมฤดูหนาวนั้นแลสวยจับใจ..

 

..ถ้าสามารถเลือกได้โดยไม่ต้องสนใจกับสภาพอากาศที่หนาวจัดทางตอนบนของประเทศ

หรือสภาพคลื่นลมแรงที่เกิดขึ้นในอ่าวไทย อีกทั้งฝนที่ตกตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไป

ตลอดจนภาวะน้ำล้นตลิ่ง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากทางตอนใต้ของประเทศ

ฤดูหนาวนี่แหละคือฤดูที่เราปรารถนาให้ปกคลุมกรุงเทพมหานคร..ตลอดไป..

 

แต่ยังไงก็ตามปีนี้ก็ถือว่ากรุงเทพฯ มีอากาศเย็นอยู่นานกว่าปีก่อนๆ โดยช่วงที่เย็นอยู่อย่างจริงๆ จังๆ กินเวลาราวเดือนกว่าๆ คือตั้งแต่ต้นธันวา จนถึงกลางเดือนมกรา โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ราว 23-27 องศาฯ ซึ่งหย่อมความกดอากาศสูงจากจีนระลอกสุดท้ายที่ได้ยิน คือระลอกที่เข้ามาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือประมาณวันที่ 7 มกรา มาจนวันนี้ก็คงอ่อนกำลังลงแล้ว เพราะเมื่อตอนเช้าของ 2-3 วันที่ผ่านมาก็มีหมอกลงแล้ว และเมื่อวานนี้อุณหภูมิก็สูงขึ้นแล้ว

 

การใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ นอกจากเสื้อแขนยาวที่ใส่ประจำๆ ยังไม่ทันได้ใส่เสื้อหนาวอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเลย ..แต่ฤดูหนาวก็จากไปเสียแล้ว..

2006/1/5

สวัสดีปีใหม่ 2549

ตะวันเดิมดาวเดือนก็เหมือนก่อน
ผิดเพียงจรจากเลื่อนเคลื่อนราศี
บรรจวบครบบรรจบชอบกี่รอบปี
เรืองระวีแววดาวยังพราวพราย
ประหนึ่งท่านวันวานผันผ่านล่วง
ประดุจดวงดาราอุษาฉาย
แม้วัยวารผ่านเลยมิเคยคลาย
ผ่องพราวพรายพร่างฟ้านภาพงศ์
ด้วยไตรรัตน์ปัดป้องคุ้มครองเกศ
ทวยเทเวศบันดาลการประสงค์
ชนม์ชีพชื่นยืนนานสราญทรง
ขอท่านจงสุขท้นปีใหม่เทอญ